Monday, October 08, 2007

เหนื่อย เครียด กิน(เข้าปาย)

ระยะนี้รู้สึกว่าทำงานเยอะมั่กๆ ทั้งขายยา อาทิตย์ละ 4 ครั้ง อยู่เวรเช้า - เย็น อาทิตย์ละ 2 วัน แล้วก็เวรทั้งวันวันอาทิตย์อีก.........เฮ่อ
นี่ตูทำบ้าอะไรอยู่ฟะเนี่ย

เดี๋ยวนี้กลับมาบ้านถ้าไม่ปักหลักอยู่หน้าคอม (ช่วงต้นอาทิตย์) ก็จะหลับคร่อก แบบหมดแรง (ช่วงปลายอาทิตย์)
ทีแรกตั้งใจจะบอกเลิกขายยาร้านที่นครชัยศรี
........ก็เคยบอกไปแล้วอ่ะนะ
แต่พี่เจ้าของร้าน ชื่อพี่ติ๋ม เป็นหัวหน้าเภสัชอยู่ที่ รพ.นครชัยศรี ขอร้องว่าให้ช่วยกันไปพลางๆ ก่อน
แหม..ไอ้เราก็เคยไปฝึกงานกะแกอ่ะนะ แถมแกบอกว่าวันไหนเหนื่อยก็ให้บอก
แต่ส่วนใหญ่แกจะโทรมาจิกซะมากกว่า ว่าอยู่เลยเวลาให้ทีนะ หรือมาอยู่เพิ่มวันนั้นวันนี้ด้วยนะ
.....เฮ่อ...........
ตอนนี้ที่ทำแก้เซ็งไปวันๆ ก็แค่เปลี่ยนริงโทนตอนพี่ติ๋มโทรมาให้เป็นเพลง "เสียเวลา ก็เสียเวลาออก อย่างนี้ต้องลาออก..." ว่ะ 555

ถ้าอารมณ์ดีแล้วค่อยเปลี่ยนเป็น "ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ม..." ก็แล้วกันเนอะ พี่ติ๋มเนอะ

แต่ประหลาดมาก แทนที่จะผอม กลับน้ำหนักขึ้น


เครียด




เหนื่อย


กิน

จริง จริ๊ง เรยเรา

Saturday, October 06, 2007

ชิงโชคแพคเกจที่พักพร้อมอาหารกับ FM One 103.5

มีโทรศัพท์มาอีกแร้ว..........

คราวนี้บอกว่าคุณคือผู้โชคดีได้รับการคัดเลือกให้ส่งใบสมัครไปร่วมชิงรางวัลที่พัก 3 วัน 2 คืน พร้อมทำกิจกรรมกับคลื่นวิทยุ FM one 103.5 ที่โรงแรม Holiday Inn Resort Regent Beach ชะอำ

แล้วก็ส่งใบสมัครมาให้กรอกทาง e-mail พร้อมทั้งบอกว่า พี่..ช่วยตอบให้สนุกสนานและเป็นตัวของตัวเอง เต็มทึ่เรยนะคะ


คำถามและคำตอบก็มีมีว่ายังงี้แหละค่า

- กองทะเบียนราษฎร์เรียกคุณว่าอย่างไร
เรียกว่า “คนต่อไป..เชิญค่ะ” แต่ถ้าอ่านตามบัตรประชาชน คือ น.ส. พจนารถ โตประศรี

- พ่อแม่เรียกคุณว่า
ลูกหมูของแม่

- เพื่อนสนิทเรียกคุณว่า
พจ แต่บางทีจะมีคำนำหน้าว่า ไอ้ อี นัง ฯลฯ ตามอารมณ์ของพวกมัน

- อาบน้ำร้อนมากี่ปีแล้ว
ซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นมา 10 ปีได้ แต่อาบน้ำร้อนนี่ยังไม่เคยเพราะกลัวสุก

- คุณชอบผู้ชายหรือผู้หญิง
ชอบคนหน้าตาดี ทั้งผู้ชายและผู้หญิง (นี่เรายังปกติอยู่ใช่มั๊ยเนี่ย...ตัวเอง)

- อยากได้ยินเสียงคุณต้องทำยังไง
ลองหาอะไรมาปาที่ศีรษะสิคะ

- ไปรษณีย์อิเล็กโทรนิกส์ของคุณ
เห็นเค้าเรียกตัวเองว่า Gmail, Hotmail, Yahoo นะ
แต่ที่อยู่อิเล็กโทรนิกส์ (คือคำแปลของ e-mail address ใช่ไหม) ที่ใช้บ่อยคือ
photch@gmail.com

- อกหักพักบ้านไหน
ต้องถามพี่ก๊อตจักรพรรณ์ เพราะแกเคยร้องว่าคนอกหักพักบ้านนี้
ส่วนตัวเองยังไม่เคยอกหัก เพราะยังไม่เคยมีใครมาจีบ....อะฮื้อ T-T


- คุณเป็นคนมีคลาสแค่ไหน
ไม่มีซักคลาสไม่ว่าจะเป็น C E หรือ S- class

- แล้วคลาสคุณอยู่ที่ไหน
ฝากจอดไว้ที่โชว์รูมก่อน

- โตขึ้นคุณอยากเป็นอะไร
เป็นผู้เป็นคน

- พอโตแล้วคุณได้เป็นอะไร
โตขึ้นทั้งตัวเลยกลายเป็น อีอ้วน

- เครื่องตอกบัตรที่คุณใช้อยู่ที่ไหน
อะไรคือเครื่องตอกบัตร หญิงไม่เข้าจาย?? แต่ถ้าตอกใจ ต้องเพลงคลื่น 103.5 ........โดน...นนนนนน

- อัจฉริยะภาพของคุณคืออะไร
ปั้นน้ำให้เป็นตัว


- ว่างๆ ชอบทำอะไร
อ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นเนต ท่องเที่ยว และขุดหลุมรักรอหนุ่ม

- สรรพคุณเบ็ดเตล็ดของคุณ
“หน้าตาไม่ดี ดวงดี"


1. ถ้าคุณได้ร่วมเดินทางใน Happy Holiday คุณจะทำหน้า Happy แบบไหน

ทำหน้าแบบท่านนายกสุรยุทธ์ คือ ผมพอแล้ว ได้เป็น เอ๊ย ได้ไปครั้งนี้ก็เพียงพอแล้ว


2. คุณเห็นอะไรในภาพนี้บ้าง

ข้อความด้านล่างควรให้ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ อ่านประกอบจะได้อารมณ์มาก

“ภาพนี้เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งของตัวตน การขจัดความขัดแย้งและอัตตาในตัวตนจะทำได้เมื่อจิตของเรานิ่งดีแล้วไม่ปรารถนาอย่างอื่น ความสุขก็จะปรากฏออกมาเอง เข้าใจใช่มั๊ย ความสุขน่ะ มันก็เหมือนที่สื่อออกมาเป็นใบไม้สีเขียวด้านข้าง หรือเปรียบกับโทรศัพท์น่ะ อะไรนะ แฮ้ปปี้ใช่มั๊ย แฮ้ปปี้น่ะมันก็คือความสุขไง”

1. เลข 1 ที่คุณเห็นอยู่นี้ คุณคิดว่านี่คือจำนวนของอะไร มีความหมายยังไง
จำนวนของความประทับใจ ..เป็นลำดับที่ ของคลื่นวิทยุ
ก็แปลว่า (F M one ) หนึ่งในใจคุณงัย (เชลียร์หน่อย คงไม่เว่อร์ไปหรอกนะ)



4. FM ONE คุณคิดว่ามันคือ “วัน” อะไร
วันแห่งวันสุขของทุกคน (Happy day) หรือคุณคิดว่ามันเป็นวันแห่งความรัก...นั่นมันแพนเค้กแร้ว


5. คุณเห็นรอยยิ้มนี้เป็นรอยยิ้มของอะไร
คนเป็นโรคปากนกกระจอก!!


6. เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคืออะไร
คือกระเบื้อง 5ห่วง (ทนหายห่วง)

7. จงแต่งประโยคจากคำต่อไปนี้ Happy / แอ๊บแบ๊ว / กิ๊ก / Holiday / เวิ่นเว้อ

หลังจากที่กิจกรรม Happy holiday กับคลื่น F M one ได้ดำเนินมาถึงรอบแรกของการคัดเลือก เหล่าดีเจประจำคลื่นก็ได้ทำการค้นหาน้องๆ แอ๊บแบ๊ว ทั้งหลายที่หลงเข้ามาสมัคร คาดว่า หนุ่มใหญ่ สาวใหญ่ท่าทางเวิ่นเว้อทั้งหลายคงจะตกรอบกันระนาวอยู่ รอบต่อไปสำหรับผู้ที่ผ่านด่านคารมจากใบสมัครแล้วคงจะต้องพบกับด่านหน้าตาที่ควรจะต้องใสกิ๊ก เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศน้ำใส หาดสวยกันที่ชะอำ ติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมนี้ได้ทุกๆช่วงดีเจ ที่ FM one 103.5 นะคะ

8. ถ้าคุณเจอตะเกียงวิเศษ คุณจะขอพรอะไร 3 ข้อ
1. ขอให้เจอเจ้าชายในฝัน
2. ขอให้อยู่ในอ้อมแขนของเค้านานๆ
3. ขอให้เจอทีมงาน FM one หน้าตาดี

9. หากคุณได้เป็น 1 ในผู้ผ่านการคัดเลือก ซึ่งจะเดินทางในวันที่ 26-28 ต.ค. ตรงกับวันศุกร์-อาทิตย์ คุณจะมีวิธีลางานกับเจ้านายอย่างไร

26 ต.ค. 50
เจ้านายคะ
กว่าเจ้านายจะได้เห็นจดหมายฉบับนี้ หนูคงจากมาไกลมากแล้ว แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ตั้งแต่ทำงานมาเจ้านายไม่เคยทำอะไรให้หนูต้องน้อยเนื้อต่ำใจเลย ถึงแม้ว่าหนูจะมาทำงานสายบ้าง ชงกาแฟให้นายโดยพลั้งเผลอคิดว่าเกลือเป็นน้ำตาลบ้าง แต่หนูก็ไม่เคยเก็บเอามาคิดเล็กคิดน้อย เพียงแต่ในครั้งนี้เป็นโอกาสเดียวที่หนูจะได้ไปทะเลพร้อมกับ..ผู้ชายกลุ่มใหญ่ หวังว่านายคงไม่คิดว่าหนูทอดทิ้งงานนะคะ สุดท้ายนี้ขอให้นายรักษาสุขภาพให้แข็งแรงนะคะ แล้วหนูจะซื้อโออิชิกรีนทีที่เจ้านายชอบมาเป็นของฝากค่ะ
รักเจ้านายเสมอ จุ๊บ จุ๊บ
พจเองค่ะ

ปล. ถ้าหนูไม่กลับมาหลังจากวันที่ 28 ต.ค. ก็ขอให้นายคิดเสียว่าเรามีวาสนาต่อกันเพียงเท่านี้ และหนูคงได้พบคนที่ตามหาแล้วล่ะค่ะ ไม่ต้องแจ้งความนะคะ เพราะทาง F M one ไม่ได้ล่อลวงหนูไปแต่อย่างใด

10. คำถามข้อสุดท้าย คุณคิดว่าเราจะถามว่าอะไร
รับขนมจีบ ซาลาเปาเพิ่มไหมคะ?

งวดนี้ตั้งใจส่งไปเล่นๆ นะ เพราะว่าวันที่ไปคือ 26 - 28 ต.ค. นี้ ดันตรงกับวันที่จะไป OD กับโรงพยาบาลอ่ะดิ ถ้าได้ก็ทุกขลาภเลยเนี่ย

Saturday, September 29, 2007

When 18 มงกุฏ comes to me

เมื่อวันก่อนมีโทรศัพท์เข้ามา

บอกว่าคุณคือผู้โชคดีโดยการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ได้รับรางวัล 59,000 บาท จากบริษัท DK

เราก็ยังงงๆ (เพราะกำลังทำงานอยู่) ก็ถามว่าอะไรนะ? บริษัท? (ไม่เคยได้ยิน)

เค้าก็เลยบอกว่าบริษัทเป็นผู้ผลิตอะไหล่โทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่างๆ เช่น โนเกีย ซัมซุง

ตอนนี้มีการคืนกำไรให้กับลูกค้าด้วยการสุ่มเบอร์โทรศัพท์

หลังจากนั้นก็สอบถามชื่อ นามสกุล แล้วก็ที่ทำงาน

เราก็เริ่มสนุกว่าจะมาอีไม้ไหน

รู้สึกเค้าจะไม่ค่อยสนใจชื่อนามสกุลเท่าไหร่ เพราะไม่ยักถามตัวสะกด แถมทวนชื่อซ้ำก็ผิดซะอีก

จากนั้นก็บอกว่า เนี่ยจะส่งเงินให้โดยการโอน จากนั้นก็ถามชื่อธนาคาร และเลขที่บัญชี

ยังไม่ทันบอกเลขที่ ก็ถามมาซะก่อนว่าบัญชีนี้มีบัตร ATM หรือเปล่า?

เราก็บอกว่าไม่มี

เลยมีเสียงทำนองว่าสายหลุด เลิกการติดต่อเข้ามาแทน

แหม.....เสียดาย

หันไปมองรอบข้าง ทุกคนเริ่มวิจารณ์แล้วว่าเนี่ย เกือบถูกหลอกแล้วมั๊ยล่ะ

ยังไม่ทันเล่าเรยนะเนี่ย.....พวกเอ็งรู้ได้งัยฟะ -_-'

เอาเหอะ..หักเหลี่ยมเฉือนคมกับพรรคพวกที่ทำงานและคนไข้อยู่ทุกวัน จะโดนหลอกง่ายๆ ให้มันรู้ไปดิ

Tuesday, September 18, 2007

โฮ๊ย.....รถไฟชนกัน ทำไงดี

รถไฟในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหนุ่มๆ หรอกนะ

แต่ดันเป็นบรรดาทริปทั้งหลายปลายปีนี้ต่างหาก ที่ประดังกันเข้ามาใส่

อยู่โรงพยาบาลก็โดนถามอยู่ทั้งวันเรื่องไป OD ของ รพ. ที่แก่งกระจาน เพราะเรารับจัดคนเข้าบ้านพัก เดี๋ยวคนนั้นขอนอนกับคนนี้ คนโน้นไม่ถูกกับคนนี้.....ฮ่วย

เพื่อนๆ ก็ผลัดกันโทร ทั้งทริปกระบี่ ทริปเวียตนาม (โชคดีที่ทั้ง 2 ทริปไม่ต้องช่วยทำอะไรเลย)

คนไข้ก็ยังเยอะ.....และมีน้องเภสัชลาไปคนนึงทั้งอาทิตย์

เลยงง ต้องตั้งสติทุกทีว่าคุยกันเรื่องทริปไหน (ฟะ) เนี่ย

ตอนนี้คงต้องทำตัวเหมือน CEO Dtac

พูดได้คำเดียว

"ได้คร๊าบ จะจาดห้ายคราบ"
ทริปแก่งกระจาน 27 - 28 ต.ค. 50
ทริปกระบี่ 16 - 18 พ.ย. 50

ทริปเวียตนาม 1 - 10 ธ.ค. 50

Monday, September 17, 2007

Tag ท่องเที่ยว


1) ทริปไหนประทับใจที่สุด และประทับใจอะไร ถ้าให้ไปไปอีกมั๊ย....และที่สำคัญ อยากพาใครไปด้วย...

จริงๆ แล้วประทับใจทุกทริปแหละ ประมาณว่าแต่ละทริปจะมีอะไรนิดๆ หน่อยๆ ให้ประทับใจ กลับมาเล่า ทั้งที่ตอนแรกก็แค่ออกปากเล่า ต่อมาเริ่มสนุกและเริ่มจำทริปเก่าๆ ไม่ได้ เลยเขียนเป็นบันทึกการท่องเที่ยวนี่แหละ

แต่ถ้าจะให้บอกว่าประทับใจที่สุดจะเป็นทริปภูหลวง จ. เลย ที่กระแดะจัดเองเป็นทริปแรก ตั้งแต่หาข้อมูล ทำหนังสือขออนุญาตขึ้นภูหลวง และก็ติดต่อรถตู้ ตอนนั้นมีเพื่อนไปหลายคนมากเกือบเต็มคันรถ กว่าจะไปถึงภูหลวงก็หลงและไปเส้นอ้อมซะ พอไปถึงปรากฎว่าเขาบอกว่าไม่ได้รับหนังสือขออนุญาตและที่พักข้างบนภูเต็ม หรืออะไรนี่แหละ จะขึ้นไปดูก็ต้องรอรถลงมารับซึ่งก็เย็นมากแล้ว สรุปก็คือพวกเราได้แค่ถ่ายรูปกับป้าย!!

ตอนนั้นรู้สึกผิดสุดๆ ที่พักก็ไม่ได้หาไว้ล่วงหน้า ต้องเข้าไปนอนกันในเมือง แต่ก็ไปเจอที่เที่ยวคือ กุ้ยหลินเมืองไทย หรือสวนผาหินงาม ที่เข้าไปเหมือนกับเป็นเขาวงกตที่ทำด้วยหิน พอออกมาเจอถ้ำกะเทย..คือถ้ำที่เพิ่งจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวและมีกะเทยพาเข้าชม ก็เข้าไปเดินกัน ก็สนุกอีก ยังมีแวะอีกหลายที่ๆ ไม่ได้อยู่ในแผนมาก่อน อย่างไร่องุ่นทำไวน์ หรือสวนส้ม แล้วก็มาแวะภูเรือ

เป็นทริปที่มั่วมาก แต่ทุกคนก็สนุก ได้แต่นึกในใจว่าถ้ายังจัดมั่วแบบนี้อีกคงไม่โชคดีให้เพื่อนสนุกซ้ำ 2 แน่

ถ้าให้ไปไปอีกมั๊ย?......คงต้องตอบว่าไปได้นะ เพราะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่คงไม่เลือกเป็นเป้าหมายแรกเพราะที่เที่ยวที่อื่นที่ยังไม่เคยไปมีอีกเยอะ

อยากพาใครไปด้วยก็คงเป็นแก้งค์เก่าทุกคน พากันไปรื้อฟื้นความหลังที่ตั้งใจจะไปภูหลวง (งวดนี้คงต้องขึ้นไปกันจนได้)

2) ทริปที่สยองที่สุด หรือ ตื่นเต้นที่สุด(ในกรณีไม่มีทริปสยอง) อะไรทำให้สยอง หรือ อะไรทำให้ตื่นเต้น ให้ไปอีกเอามั๊ย และจะพาใครไปผจญด้วย...แบบว่าให้มีตัวช่วยคนนึง อิอิ.....

ทริปสยองไม่มี เพราะไม่ได้ไปเที่ยวอะไรที่มันอันตรายหรือไปพบเหตุการณ์อะไรแบบนั้น

แต่ที่ตื่นเต้นจะเป็นทริปนิวซีแลนด์ที่ถือว่าไปต่างประเทศจริงๆ ครั้งแรก (ไม่นับลาวที่ข้ามไปเที่ยว 3 - 4 ชั่วโมง)ตื่นเต้นตั้งแต่ขึ้นเครื่องบินที่ไม่เคยขึ้น ไปเจอสถานที่ เจอคนต่างบ้านต่างเมือง แล้วก็ต้องคอยระแวงว่าจะหลงกับพวกหรือเปล่า จะถูกทิ้งหรือเปล่า ไม่งั้นคงหงิกแน่ และที่ตื่นเต้นที่สุดก็คือไปในที่ไม่เคยไปและไม่คิดฝันว่าจะได้ไปนี่แหละ

ให้ไปอีกก็เอานะ ถ้าจะมีใครออกค่าใช้จ่ายให้ (ถ้าออกเองคงต้องเก็บเงินอีก 3 - 5 ปี)

ส่วนจะเอาใครไปด้วยนี่ ดูจากทีวีแล้วเป็นอ้นสราวุธก็น่าจะดีนะ แต่ในความจริงเป็นทีมเก่าที่มีจุ๋ยเป็นทั้งไกด์และคนขับรถก็ OK แล้วล่ะ (ถ้ามันยังชวนไปอีกอ่ะนะ 555)

Saturday, September 15, 2007

~**Photch in Blog**~ 1 year anniversary

11 ก.ย. 50 ครบรอบวันเกิดบล๊อค


แวะไปอ่านใน 1 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวมากมายที่บางเรื่องก็ลืมไปแล้ว บางเรื่องเวลาอ่านไปก็ยังยิ้มไป.............

ถึงจะไม่ค่อยมีแขกเข้ามาเยี่ยมชมก็เถอะ

365 วันที่ผ่านมากับการเก็บความทรงจำดีๆ ไว้บางทีก็ทำให้หายเครียด หายเหนื่อย หายเหงา บางทีก็หายเศร้าได้ด้วย


Diary on line - ความทรงจำไม่มีวันละลาย (ถ้าserver ไม่พังซะก่อน) ^-^

Friday, September 07, 2007

เพชรริมธารรีสอร์ท แก่งกระจาน

วันนี้ไปเพชรบุรีมาล่ะ

ดันหลวมตัวไปเข้าร่วมกับทีมงาน OD ของที่ ร.พ.

เลยต้องไปดูสถานที่ที่จะจัดกิจกรรม

ที่จริงที่ประชุมสรุปกันแล้วว่าปีนี้เลือกไปเขื่อนแก่งกระจานกัน เพราะมีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง เช่น ล่องแก่งด้วยแพยาง ล่องเรือชมเขื่อน หรือ ถ้ามีโอกาสก็จะได้ไปดูทะเลหมอก หรือไปถ้ำเขาเตาหม้อ อีก

เหลือแต่ไปดูสถานที่ว่าเหมาะกับหมู่คณะของพวกเราหรือไม่

ออกจาก ร.พ. 7.00 น. แต่รับคนโน้นบ้างคนนี้บ้างตามทาง รวมแล้วเต็มรถตู้พอดี กว่าจะไปถึงก็ 10.30 น.

เดินดูบรรยากาศรอบๆ แล้วก็ตัวบ้านพัก ก็ดีนะ งานนี้เราทำหน้าที่เป็นตากล้อง


เหลือแต่ต่อรองราคาที่ใช้เวลานานหน่อย ทางรีสอร์ทเลี้ยงข้าวด้วย แต่รสชาติธรรมดา (ให้ 2 ดาว)
สรุปว่าหักคอเค้าจนเหลือหัวละ 1,100 บาท ทั้งหมด 2 รุ่น รุ่นละประมาณ 150 คน เค้าก็ยังได้โขอยู่

เสร็จสรรพเราก็เตรียมกลับกัน ผ่านเขื่อนแก่งกระจานและไม่ลืมที่จะแวะ out-let เพชรบุรี งวดนี้น่าแปลกที่เราไม่ได้ซื้ออะไรเลย




ได้แต่ซื้อของกินกลับมาบ้านโขอยู่ เพราะน้องชาย "ลูกน้อยสุดที่รักของแม่" เขากลับบ้าน
กลับถึง ร.พ. 18.00 น.

Tuesday, September 04, 2007

Tag ของโปรด

แหม ให้คิดประเภทละ 3 อย่างเนี่ยปวดหัวเรย เพราะอะไรก็โปรดทั้งนั้น เอาแบบสุดๆ ที่นึกออกก็แล้วกัน

ส่วนวิธีทำ ให้แม่ครัวเค้าจัดการเหอะ อย่างพวกเราอ่ะ รู้ไปก็ป่วยการ...........

3 อาหารคาว


1. แกงมัสมั่นเนื้อ ชอบกินที่แม่ทำมากๆ เพราะมีแต่เนื้อ...ไอ้ตัวเราก็ไม่ค่อยชอบกินผักอยู่แล้วอ่ะ ฮู้ย พูดแล้วอยาก


2. กุ้งก้ามกรามเผา บ้านอยู่ริมแม่น้ำก็ต้องชอบกินกุ้งดิ เมื่อก่อนพ่อตกได้ทีละเป็นโล ก็เอามาเผากินกันพ่อแม่ลูก เยอะขนาดทำเป็นกุ้งแห้งก็ยังมีเลย


3. ก๋วยเตี๋ยวเรือ ติดใจตอนเด็กที่กินชามเล็กๆ (แต่หลายชาม) และรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของก๋วยเตี๋ยวเรืออ่ะ

3 อาหารหวาน



1. ขนมเค้ก ชอบมากถึงมากที่สุด แต่กินแล้วก็อ้วนเป็นหมูเนี่ย นานๆเลยต้องกินที แต่ถ้าจะให้เลิกล่ะ ยอมอ้วนตายดีกว่า


2. กล้วยหอมทอด ชอบตั้งแต่ตอนไปกินอาหารเวียตนามครั้งแรก แล้วก็เคยกินคนเดียวได้มากสุด 4 ลูกครึ่งแน่ะ
3. ลูกชุบ ติดใจตรงสีสันฉูดฉาด แล้วก็เจลาตินที่เคลือบ กินแล้วหนุบๆ

3 น้ำ
1. น้ำเปล่า ที่บ้านจะไม่ยอมให้กินน้ำอัดลม เลยเลือกกินน้ำเปล่าตั้งแต่เล็ก.........ชื่นใจดี
2. นม โตจนป่านนี้ยังไม่อดนมเลย....ขอบอก ถ้าหิวๆ ก็กิน บางทีก็กินแทนน้ำ กินๆ ๆ จนอ้วน ช่วงนึงก็เลยเปลี่ยนเป็นนมพร่องไขมัน......แหวะ รสชาติสุดทน เลยเปลี่ยนไปเป็นนมเปรี้ยว แล้วก็พวกน้ำลูกเดือย ถ้าหาไม่ได้จริงๆ (และบ่อยๆ) ก็กลับมากินนมเหมือนเดิมแหละ
3. ชาเย็น จะกินอร่อยต้องกินร้านคุณป้อมท่านาเรย แต่ต้องไม่ใส่น้ำแข็งนะ

Monday, September 03, 2007

TaG กระเป๋า

โหย ถือกระเป๋าอยู่ทุกวัน ไม่ค่อยรู้เหมือนกันแหละว่ามีอะไรในกระเป๋าบ้าง
เพราะเอาแต่ยัดๆ เข้าไปอย่างเดียว นาน น้าน ถึงจะรื้อมาจัดซะที

แต่เอาเหอะ ดูในรูปเอาได้เรยจ้า

1. organizer สมุดจดสารพัดอันนี้ ใช้มา 3 ปีกว่าแล้ว ได้เป็นของขวัญรับปริญญาโท แบ่งเป็น 4 ส่วน คือส่วนใส่นามบัตร สมุดโทรศัพท์ ปฏิทิน month planner และสมุดโน้ต ไอ้ตัวปฏิทินอ่ะ เปลี่ยนเอาเองทุกปีเอาไว้จดเวร และคิวเที่ยวต่างๆ

2. พวงกุญแจ มีทั้งกุญแจรถ กุญแจบ้านพัก รพ. กุญแจห้องยา และกุญแจตู้บริจาคของ รพ. (อันสุดท้ายเนี่ย เป็นจ๊อบอย่างหนึ่ง ว่างๆ ก็ไปเปิดตู้บริจาคเอาเงินออก)

3. ถุงเครื่องราง อันนี้ซื้อตอนไปซื้อเครื่องบวชน้องชายแล้วเห็นว่าน่ารักดี คนขายบอกว่าเอามาจากศาลเจ้าที่ฮ่องกงหรือสิงคโปร์เนี่ยแหละ มียันต์ของศาลเจ้าอยู่ในถุง ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเขียนว่าโชคดี สุขภาพแข็งแรง การงานก้าวหน้า
4. ซองใส่กระดาษทิชชู่ เป็นผ้าไหมได้จากบริษัทยาตอนทำกิจกรรมครั้งแรกตอนปี 1


5. โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง เพราะมักจะลืมเอาไป 1 เครื่อง หรือแบตหมด 1 เครื่อง เสมอ

6. สาย small talk ที่เวลาจะใช้ก็ต้องจอดรถก่อนอยู่ดี เพราะต้องไปสางให้มันกลายเป็นเส้นตรงๆ แล้วก็แงะอะไรก็ตามที่ติดอยู่ตามสายออกให้หมด

7. กระเป๋าใส่เศษตัง ตั้งแต่ใช้มายังไม่เคยซักเรย



8. ยา ช่วงนี้พกติดตัว เป็นยาแก้ท้องเสียทั้งชุด เพราะท้องเสียบ่อย เกิดจากกินไม่เลือก แต่ดูๆ ไปก็เหมาะจะอยู่ในกระเป๋าของเภสัชฯน่ะนะ


9. กระเป๋าใส่ดินสอ ข้างในมีดินสอกับปากกา ที่มีมั่งไม่มีมั่ง ไม้บรรทัดเหล็ก แล้วก็ flash drive 2 ตัว รวม 1.5 GB


10. กระเป๋าตัง คนส่วนใหญ่ว่ามันจำเป็นที่สุด แต่เคยแบกกระเป๋าถือไปไหนๆ โดยไม่มีกระเป๋าตังไปด้วย บางทีก็ลืมไว้ตามโต๊ะทำงานนั่นแหละ


11. บัตรลดราคาร้านของกิน ถ้ามันใหญ่เกินว่าจะใส่กระเป๋าตังก็จะยัดๆ ลงไปในกระเป๋า รอจนกว่าจะรื้อกระเป๋าอีกครั้งน่ะแหละถึงนึกได้ว่ามีมันด้วย บางทีก็มีประโยชน์ใช้ห่อผ้าอนามัยแก้ขัดได้เหมือนกัน

Monday, August 27, 2007

DJ ซ่า จ๊ะจ๋า on air


"สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง รายการที่ท่านกำลังรับฟังอยู่ในขณะนี้คือรายการคลื่นสุขภาพชุมชน รายการสุขภาพเพื่อคนรักสุขภาพ โดยทีมงานเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลห้วยพลู ออกอากาศทุกวันในเวลา 8.00 – 9.00 น. ทางสถานีวิทยุ FM 92.25 MHz สำหรับวันนี้ ดิฉัน ภญ.พจนารถ โตประศรี รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการค่ะ"



ไม่นึกเล้ยว่าจะไปจัดรายการวิทยุกับเขามาได้กว่า 1 ปีแล้ว เพราะจะว่าไป ไม่มีทักษะทางด้านนี้เลย พูด "ร" "ล" ยังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ และส่วนใหญ่จะเป็นการอ่านมากกว่าพูดซะด้วยซ้ำ แต่ก็เอาวะ ถือเป็นหน้าที่อย่างนึง ไปก็ไป........



หลังจากทำรายการมาเป็นปี บางครั้งต้องไปจัดรายการคนเดียวไม่มีพิธีกรคู่ (ซึ่งแรกๆ จะประสบปัญหาพูดติดต่อกันแล้วหายใจไม่ทัน...........เกือบตาย) เดี๋ยวนี้เลยเริ่มสนิทกับเจ้าหน้าที่สถานี ที่ทำหน้าที่เปิดเพลงให้



เลยขอเพลงได้ตามใจฉัน



และคนฟังถ้าเป็นคนที่รู้จักกันดีก็จะรู้ว่าเป็นเราจัดเพราะจะมีเพลงประมาณว่า

"อยากให้ช่วยมาจีบ มาจีบ ชั้นที.........." จีบฉันที (แบล๊กวานิลา)

หรือ "โปรดส่งใคร้มารักช้านที.............." โปรดส่งใครมารักฉันที (Instinct)



ช่วงนี้หลังจากไปเยอรมันตะวันแดงมา ก็ไปติดใจเพลง "สัญญาหน้าฝน" ของคาราบาว



เลยมั่วนิ่มเปิดในหน้าฝนได้



แต่ยังไม่กล้าเปิด "ทำบุญร่วมชาติ" ของ ชาย เมืองสิงห์ ที่ตอนฟังที่โรงเบียร์ก็มันดี แต่พอฟังจาก mp3 แล้วยังมีกลิ่นโบ (ราณ) อยู่



เลยไม่ขอให้เค้าเปิดให้ เพราะผิด concept คือ ไม่เข้ากับหน้าตา



แต่ก็นะ ได้หลีกหนีการจ่ายยาไปครึ่งชั่วโมง เลยไม่ค่อยน่าเบื่อเท่าไหร่ แถมยังได้ความรู้เรื่องที่พูดไปอีกด้วย



เสียดายที่เวลาของทางสถานีช่วงนี้ ไม่ค่อยมีหนุ่มๆ ฟัง



เลยไม่มีใคร "ช่วยมาจีบ มาจีบ ชั้นที..." แบบในเพลงที่ขยันเปิดกรอกหู



............พยายามต่อไป ดี เจ พจ.................................


Friday, August 24, 2007

รายการเจาะใจแก้งค์ลูกยาง 1


พิธีกร สวัสดีค่ะ ที่นี่คือรายการเจาะใจ (ใส่ไข่เล็กน้อย) ถึงลูกถึงคน วันนี้เราจะมาสัมภาษณ์สดผู้บริหารรายล่าสุดที่ประกาศสละโสดกลางทริปกระบี่กันนะคะ

พิธีกร : ไม่ทราบว่าตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างคะกับ coming soon wedding?

เอก : ตื่นเต้นเหมือนกัน ว่าถึงตาเราแล้วเหรอเนี่ย

พิธีกร : ใช้เวลาในการตัดสินใจลงจากคานนานแค่ไหน?

เอก : ประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมา แต่บางช่วงก็ไม่อยากแต่ง แต่บางช่วงก็อยากแต่ง ขึ้นๆลงๆ


พิธีกร : อยากให้ช่วยเล่าคร่าวๆ ถึงเจ้าสาวคนนี้ ว่าเป็นใคร ทำงานอะไร ฯลฯ (เอาสั้นๆ แต่ละเอียดๆ)

เอก : ทำงานที่บริษัทเดียวกันนี่แหละ ไม่ได้ไปหาไกล กลัวเปลืองค่าน้ำมันรถ ค่าโทรศัพท์ ก็เห็นๆกันอยู่ไม่ได้ไปเถลไถลที่ไหน เรามั่นใจในตัวเองอยู่แล้วว่ามั่นคง (หรือเปล่า)

พิธีกร : แล้วคบกันมากี่ปีแล้วคะ?

เอก : ประมาณ 3 ปี ได้มั้ง (หากให้ชัวร์ต้องถามน้องเค้าอีกที เพราะไม่แน่ใจว่าเริ่มรู้สึกดีๆมากกว่าพี่และน้องเมื่อไร)

พิธีกร : ประทับใจอะไรในตัวแฟนมากที่สุด?

เอก : ความเอาใจใส่ครับ เค้าน่าจะดูแลในส่วนที่เราขาดไปได้ (คมไหม?)

พิธีกร : กำหนดวันจัดงานได้หรือยังคะ และคิดว่าจะจัดที่สถานที่ไหน?

เอก : วันแต่งจริงๆ คือ 15 ม.ค แต่งานเลี้ยงศุกร์ 18 ม.ค 50 ที่ รร.ริเวอร์ นฐ ครับ

พิธีกร : เลือกสถานที่ฮันนีมูนรึยังคะ ว่าเป็นที่ไหน และอีกคำถามเผื่อเพื่อนๆ แก้งค์ปาก..เอ๊ย ลูกยาง ว่าถ้าเอาพวกมันไปฮันนีมูนด้วยจะเลือกสถานที่ไหนคะ?

เอก : ฮันนีมูน หากเมืองไทยก็อยากไปดอย เพราะน้องเค้าไม่เคยขึ้นดอย หากเมืองนอกประมาณสวิส (สงสัยหลังแต่งคงต้องเก็บเงินใหม่ก่อน) ส่วนเพื่อนๆไปด้วย แน่นอน จะพยายามลากน้องเค้าไปให้ได้บ้างสักครั้งละ

พิธีกร : สำหรับคำถามสุดท้ายนะคะ มีอะไรจะฝากถึงเพื่อนๆ ในกลุ่มที่ยังไม่ได้แต่งงานบ้างมั๊ยคะ?

เอก : ขึ้นอยู่กับมีคบใครไว้หรือเปล่า หากคบไว้และคิดว่าเค้าเติมเต็มในส่วนที่เราขาดได้ก็แต่งได้นะ ไม่เหงาดี แต่หากมีเพื่อนๆเหนียวแน่นมักไม่ค่อยมองหาแฟนเท่าไร (จริงไหม) เพราะหากถามว่าแฟนกับเพื่อนอันไหนคบสบายใจกว่าคงตอบว่าเพื่อน เพราะเพื่อนไม่ต้องคอยเอาใจ แต่แฟนไม่ได้เลย ละเอียดอ่อนมาก

พิธีกร : รายการเจาะใจเฉพาะกิจ (เปลี่ยนชื่อเรื่องได้หน้าตาเฉย) คงต้องหมดเวลาเพียงเท่านี้ สำหรับรายการหน้าเราจะมีการสัมภาษณ์นักเขียนหน้าใหม่ ติดตามกันได้ทางเมล์นะคะ

Friday, August 17, 2007

Making sense of the science and practice

ไปอบรมฟื้นฟูความรู้ในหัวข้อนี่แหละมา 3 วัน 15 - 17 ส.ค. 50
จัดที่โรงแรมเรดิสัน พระราม9
วันที่ 15 เดินทางแต่เช้าเลยไม่กินข้าวไป กว่าจะถึงโรงแรมก็ 8.15 หิวมั่กๆ ช่วงพักเบรกแรกเลยฟาดเค้กของโรงแรมซะ 3 ก้อน

2 สาวปุ๊ยกับตุ๋มที่ไปด้วยถึงกับตาโต ๐_O

ไม่คิดว่าเพื่อนจะเปี๊ยนไป๋ขนาดนี้

เอาเหอะ......คนมันหิวอ่ะ

ตอนเที่ยง เป็นข้าวกล่องให้กินไปนั่งฟังบรรยายไปในห้องประชุมอีกต่างหาก..........โอ้พระเจ้า เป็นการอบรมที่รันทดจริงๆ

แต่ก็เหมือนทุกทีคือ ฟังมั่ง หลับ(ซะมากกว่า)มั่ง

ตื่นขึ้นมาก็ชวนเพื่อนๆ คิดโปรแกรมตอนเย็น........

ได้ความว่าจะไปช้อบปิ้งกันที่แพลทตินั่ม ประตูน้ำ ^_^

ตกเย็นก็ไปเดินหาแท็กซี่พากันไป........

แท็กซี่ดันไปไม่ถูกอีก ต้องใช้วิธีโทรถามเพื่อน 4 คน ที่มีประโยชน์แค่คนเดียว

เอาเหอะ ไปถึงเป็นใช้ได้

งานนี้เดินขาลากอยู่นาน ได้กระโปรง 1 ตัวและชุดลองจอนเตรียมไปเที่ยวหน้าหนาวอีก 1 ชุด

จากนั้นก็หาข้าวกินเป็นอันหมดวัน

...............................................................................................

วันรุ่งขึ้นหลังจากหมดโปรแกรมฟังมั่งหลับมั่ง ไปตามประสา ก็ถึงเวลาโปรแกรมที่เตรียมไว้ตั้งแต่สมัครอบรม

นั่นคือให้จุ๋ยพาเที่ยวตระเวณราตรี ซึ่งไกด์กิตติมศักดิ์เสนอว่าจะไปโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง

อ่ะ.......ไปก็ไป

ที่จริงก็เกรงใจ 2 สาวผู้เรียบร้อยอยู่เหมือนกันว่าคงไปเคยไปสถานที่ประมาณนี้ แต่สุดท้ายก็ลากกันไปจนได้

มีพี่ยี้มาร่วมแจมตอนหลังอีก 1 คน

โหย จะว่าไปถ้าไม่สั่งเบียร์ มันก็คือร้านอาหารดีๆ นี่เอง เสียแต่คนคึกคักมากกว่า

และมีโชว์ประกอบเพลง และมีนักร้อง (เสียงดีมาก) คอยกล่อมเวลากิน

อาหารก็อร่อย อย่างขาหมูทอด

ไม่คิดว่าตัวเองจะมานั่งเลาะหนังหมูกินได้นะเนี่ย....(มันกรอบอ้ะ)

อ้วนอีกแระ.........T-T

และอย่าถามเชียวนะว่าไปอบรมเนี่ย making sense อะไรมาได้บ้าง

.......ตูก็ยังโง่เหมือนเดิมน่ะแหละ..................เฮ้อ



Monday, August 13, 2007

tag 5 สถานการณ์ที่ลืมไม่ลง


เนื่องจาก tag ที่แล้วๆ มาจะมีคำถามแบบใกล้เคียงกัน (แบบสถานการณ์เฉียดในชีวิต ที่สุดของเหตุการณ์ ฯลฯ) จะเล่าสิ่งที่อ่านแล้วประทับใจแบบต่างๆ ของเรื่อง “หัวขโมยแห่งบารามอส” ทั้ง 4 ภาค แทนละกัน หวังว่าคนส่ง tag คงไม่โกรธ (ที่จริงจะเอาเรื่องโคนันแระ แต่มันมีตั้ง 50 กว่าเล่มแล้วขี้เกียจไปเปิดดูว่าจะเล่าตอนไหนดี)

1. แฮ้ปปี้จนลืมไม่ลง
ก็ต้องเป็นตอนจบที่ภาค 4 “ดาบแห่งกษัตริย์” ที่ตัวเอก เฟรินและคาโล happy ending แต่กว่าจะง้อกันได้ ก็ลุ้นอยู่เหมือนกันว่าจะมี ตบจูบ หรือเปล่า
แล้วก็เขียนจนนึกภาพออกว่าเจ้าชายน้ำแข็ง มาดนิ่งอย่างคาโล บอกรักสาวยังไง

2. so sad จนลืมไม่ลง
ยังอยู่ที่เล่ม 4 ตอนที่เฟรินเข้าใจว่าคาโลตายไปแล้ว เพราะสู้เพื่อปกป้องเธอในสงครามกษัตริย์ จนเฟรินต้องกลับไปทำใจอยู่ในแดนปีศาจตั้งนาน หลังจากนั้นพอรู้ว่าคาโลยังมีชีวิตอยู่ เฟรินก็รีบไปหาแต่กลับพบว่าเขามีสาวอื่นอยู่เคียงข้างซะแร้ว

3. ไม่อยากเจอจนลืมไม่ลง
ไปที่เล่ม 3 “แหวนแห่งปราชญ์” ที่เฟรินถึงกับเรียกว่า “ไอ้แหวนบ้า” เพราะแหวนตัวปัญหาของเล่มนี้ทำให้เฟรินที่ขโมยเค้ามาใส่ต้องสับสนว่าเป็นความฝันหรือความจริง เกี่ยวกับภัยพิบัติที่ตัวเองได้พบ ซึ่งคนอ่านก็ขมวดคิ้วหลายรอบด้วยความงงกว่าเรื่องจะขมวดปมสรุปออกมาได้ แล้วก็ขมวดอีกท่าไหนก็ไม่รู้เพราะจบโดยที่เฟรินซึ่งเป็นตัวสร้างความยุ่งเหยิงแบบไม่ใช้สมอง กลับคิดแก้ปัญหานี้ได้ด้วยตัวเอง เอาเป็นว่าไอ้เวทมนตร์คลอบงำจิตใจแบบที่แหวนมันทำเนี่ย ไม่อยากเจอกับตัวเองละกัน

4. หวาดเสียวจนลืมไม่ลง
เป็นฉากหวาดเสียวของเล่ม 1 “มงกุฎแห่งใจ” ที่นำไปสู่เรื่องราวของเล่มต่อๆ ไป เป็นการต่อสู้ระหว่างพลังมารที่สิงอยู่ในมงกุฎแห่งใจกับนักเรียนปี 1 ของโรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์ก ที่จะว่าไปก็เรียกว่าเป็นพวกมือใหม่ แต่เก่งเป็นบ้า (ตามประสาตัวเอก เรื่องนี้ก็มีกลิ่นละม้ายๆ Harry Potter อยู่ไม่น้อย ที่เด็กๆ ต้องออกโรงสู้เอง ส่วนผู้ใหญ่มืออาชีพจะมาช่วยตอนจบ)

5. น่าเบื่อจนลืมไม่ลง
เรื่องน่าเบื่อที่สุดเห็นจะเป็นความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกของตัวเอกคือเฟริน ในเล่ม 2 “คทาแห่งพลัง” ที่ผู้เขียนขยันใส่มุขเดิมๆ ให้เฟรินแหกด่านคุณธรรมทั้ง 5 ของเมืองปีศาจ แบบแนวเดียวกันทั้งหมด คือเค้าห้ามอะไรไว้ พ่อนี่เป็นต้องฝ่าฝืนไปทุกเรื่อง ทั้งในเมืองหน้าด่าน เมืองยักษ์ ป่าหลงลืม หุบเขาหัวกะโหลก และนครจันทรา ซึ่งนำความเดือดร้อนมาให้กับเฟรินเองและเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกัน (ก็ถึงว่าทำไมเดินทางด้วยกันหลายคนนัก) เรียกว่า ถ้าเฟรินไม่มีตัวช่วย โดยเฉพาะคาโล พระเอกขี่ม้าขาวล่ะก็ สงสัยจะได้ตายไปหลายรอบ

Monday, August 06, 2007

JJ mall shopping center


วันเสาร์ที่ผ่านมาพอขายยาเสร็จก็ไปช้อปต่อกับอ๋อยที่ JJ mall จตุจักร

อาศัยว่าแท็กซี่เก่าอย่างอ๋อยคุ้นเคยกับเส้นทางในกรุงเทพฯ ดี

เลยชวนไปซื้อกระโปรงที่คับติ้วเกือบทุกตัวแล้ว

และแม่ก็ระอาไม่ยอมตัดให้ใหม่ แต่บอกให้ไปลดน้ำหนักแทน

โชคดีที่ใช้ข้ออ้างว่าจะไปอบรมกลางเดือนนี้ เลยได้รับอนุมัติให้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ได้

หลังจากที่เราวนรถหาที่จอดกันเกือบครึ่งชั่วโมง

ตอนเข้าไปในห้างคิดว่าเสื้อผ้าจะเยอะสุดๆ แบบที่ประตูน้ำ แต่ก็ผิดหวัง

เพราะมีทั้งหมด 4 ชั้น ชั้นใต้ดินจะเป็นพวกของกระจุกกระจิก

ชั้น 1 ชั้นเดียวที่เน้นเสื้อผ้า

ส่วนชั้น 2 และ 3 ส่วนใหญ่จะเป็นของแต่งบ้าน

ไปเดินในชั้นเสื้อผ้าแป๊บเดียวก็เจอร้านเสื้อไซส์ใหญ่แบบที่อ๋อยชอบ

ระหว่างรออ๋อยเลือกก็สอดส่ายสายตามองหากระโปรง....เป้าหมายของการช้อปคราวนี้

ไปเจอเอาร้านฝั่งตรงข้ามที่เป็นเจ้าของเดียวกัน

ปิ๊ง กระโปรงสีม่วงไฮโซเอวยืดที่น่าจะใส่ได้ จากนั้นไปเหล่ๆ ที่ไม้แขวน

อู้.......มีกระโปรงเอวถึง 44 นิ้ว (อ้วนได้อีกนี่นา)

เมียงมองอยู่ซักพัก คนขายก็มาช่วยดูไซส์ให้

แม่เจ้า......มีกระโปรงไซส์เราจริงๆ ด้วย ก็เลยเลือกแบบอย่างเมามัน

ได้มาทั้งหมด 3 ตัว (รวมสีม่วงตัวเก่งด้วย)

นึกไปนึกมา......

เฮ้ย.....เดี๋ยวนี้ซื้อเสื้อผ้าร้านเดียวกับอ๋อยแล้วเรอะ T-T

Thursday, August 02, 2007

เรื่องเล่าจากที่ทำงาน

ชอบไปอ่านเรื่องในสำนักงานของหมูปิ้งใน bloggang แล้วฮาดี เลยลอกเลียนแบบมาเขียนมั่ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ...จวบจนปัจจุบัน และอนาคต

ที่ทำงานของเราเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ ชนบทๆ แต่ไม่ไกลกรุงเทพฯ (มีจริงๆ นะ)

มาแนะนำตัวละคร เอ๊ย เพื่อนร่วมงานในแผนกให้รู้จักกันพอหอมปากหอมคอ (ไม่ควรหอมจริง) กันก่อน

เริ่มจากพี่หัวหน้าเป็นชายหนุ่ม สูงยาว ขาว ตี๋ แต่มีลูก 2 แล้ว ชื่อว่าพี่วิชชี่

ส่วนสมาชิกทั่วไปก็มีเรา (โสดอาวุโสสุด) ใครๆ ก็เรียกเจ๊

ถัดมาเป็นหนู วอนบิน-สาวน้อยใจร้อน เจ้าของคำฮิต "ลุยมันเรยมั๊ยเจ๊"

มีคู่หูดูโอ หมาเล็ก - หมาใหญ่

และคู่อาวุโส ตั้วเฮีย - ตั้วเจ๊

ปีนี้เรายังมีน้องใหม่อีก 2 คน คือลูกหนู และไข่นุ้ย

***************************************************************
อาทิตย์นี้มีวันหยุดราชการ 2 วัน พอเปิดมาวันพุธ โอ้ โห คนไข้ยั้วเยี้ย เอ๊ย ตรึมๆ

วันพุธ ในเวลาราชการก็ 500 คนได้

วันนี้-พฤหัส ก็สูสี ตอนกลับบ้านได้ 400 กว่าแล้ว

ตอนบ่ายต้องไปผลิตยาอีก เหนื่อยโครตๆ

เดือนนี้ไม่ได้กินข้าวโรงครัว เลยต้องหาซื้อกินเอง แล้วอะไรก็ไม่สะดวกเท่าร้านสะดวกซื้อ (แต่ไปซื้อแฟมิลี่มาร์ทนะไม่ใช่เซเว่น)

ซื้อแล้วก็เอามาแช่แข็งไว้

บังเอิญซื้อมาตั้งแต่วันอังคาร (วันหยุด) กล่องนึง ก็เลยแช่ไว้ที่บ้าน

แล้วก็ลืมไว้บ้านนั่นแหละ...........แต่ไม่อด เพราะไปซื้อใหม่แช่ไว้ตู้เย็นห้องยา

วันนี้ก็ก้มหน้าก้มตาจ่ายยาอยู่

ตั้วเจ๊แกก็พูดขึ้นว่า "พ่อมา"

แล้วก็มีเงาคนมาตรงช่องจ่ายยา

ทุกคนก็หวัดดีอัตโนมัติ

แล้วปกติประโยคนี้จะใช้กับหมาใหญ่ ที่พ่อต้องเป็นฝ่ายมาหาถึงโรงพยาบาล

จนผู้คนแซวกันว่าตั้งแต่แต่งงานก็ไปจงรักภักดีอยู่กะพ่อตา ลืมพ่อแม่ตัวเองซะแร้ว

เล่าต่อ........จากนั้นเจ้าของเงายื่นถุงใส่ของมาให้

เราก็รับแบบอัตโนมัติซะอีก

พอมองหน้าคนให้.........วันนี้ทำไมพ่อหมาใหญ่หน้าคุ้นๆ ฟะ - -'

(มาถามทีหลัง...หมาใหญ่ที่นั่งข้างหลังเรา ก็นึกเหมือนกันว่าทำไมวันนี้พ่อตูหน้าตาแปลกๆ ฟะ)

10 วิ ต่อมา

อ๊าว..พ่อตูเองนี่หว่า

(พ่อหายวับไปแร้ว)

ก้มลงมองของในมือที่รับมา.........ข้าวกล่องแช่แข็ง

คราวนี้ทุกคนเลยแซว.......โฮ้ย พ่อเขาเอาข้าวมาส่งลูกสาว "คนเดียว" ของเขา

ตอนบ่ายแม่ยังโทรมาถามอีกว่ากินข้าวยัง?

หารู้ไม่ว่าลูกสาวอ่ะ กินข้าวเวฟ เสร็จแล้วก็กินผัดหมี่ (ที่เลี้ยงคนไข้ตอนเช้า) จากนั้นก็ตบท้ายด้วยคัสตาร์ด

ตกบ่าย ไข่นุ้ยที่ไปเที่ยวทุ่งกระเจียว (พวกเราเรียกแบบเสียง ตรี )เอาหม่ำ (อาหารอีสานเป็นใส้วัวยัดใส้เนื้อวัวกับเครื่องเทศอื่นๆ) มาฝาก

ตั้วเจ๊ก็เอาไปไมโครเวฟแล้วเอามากินกัน.......กินต่ออีก

รสชาติแปลกๆ แต่ก็เอาเหอะ.....ของไม่เคยกิน

เจ้าไข่นุ้ยมาชิมดูมั่ง มันบอกว่ายังไม่สุกละมั้ง ไม่เคยกินแล้วคาวๆ แบบนี้

ตั้วเจ๊เลยไปเวฟใหม่

กินเข้าไปแล้วง่า.......

แต่พองวด 2 มา ก็กินต่ออีก

ตบท้ายด้วยไอศครีมก่อนกลับบ้านโคนนึง

ลืมไปเรยว่ากะลังปวดหัวอยู่

ถึงบ้านเลยอ้อนแม่อย่างเนียนๆ ว่าเนี่ยคนไข้เยอะ ปวดหัวด้วย

แล้วก็ทำหน้าผะอืดผะอม (สงสัยจากหม่ำ)

กินยาแล้วก็นอนแบบดับเครื่องจนถึงเวลาข้าวเย็นเลยแหละ

Sunday, July 29, 2007

วันหยุด กับ 14 ชั่วโมงนรก


วันอาทิตย์หยุดยาวคราวนี้ ไม่ได้อยู่เวรที่ รพ. แต่ต้องไปอยู่ร้านขายยาตั้งแต่ 7.30 - 21.30

14 ชั่วโมง !!

ให้เจ้าของร้านไปเที่ยว

ที่จริงก็ไม่ค่อยอยากรับงาน แต่ก็เกรงใจ .......และปลายปีเราก็จะลาไปเที่ยวแบบไม่เกรงใจบ้าง

เตรียมเช่าหนังสือไปอ่านแก้เซ็ง

ทั้งการ์ตูน และนิตยสาร

แต่อ่านครึ่งวันก็หมดแล้ว

ดีที่ช่วงบ่ายมีน้องอีกคนมาช่วย เลยได้เพื่อนคุยบ้าง หลังจากต้องฟังเสียงรถ 10 ล้อ แล่นกึงๆ อยู่ทั้งวัน

แถมยังไอเสียรถอีก ..........หน้ามันไปทั้งวันเรยเนี่ย


ฝนตกมานิดนึงแต่ไม่ทำให้คลายร้อน
ตกเย็นเลยโทรสั่งพิซซ่ามากินกันแก้เซ็ง

อ้วน.......อีกแร้วครับท่าน

Monday, July 23, 2007

ยัยตัวร้าย กับเหตุวุ่นวายในวันเสาร์


จั่วหัวซะอย่างกะหนังเกาหลี แต่ป่าวหรอก แค่อยากบ่นว่าวันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อว่าคิวจะแน่นเอี้ยด ราวกับดาราคิวทอง เริ่มจาก
5.30 ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัว

7.00 ขับรถไปทำงาน
7.30 ช้อบปิ้งก่อนเข้างาน ที่ตลาดนัดซอย 2

8.00 - 10.30 ขายยาร้านพระจันทร์

10.30 ไปคืนหนังสือเช่า ร้าน update


10.45 ขับรถไปถ่ายรูปกับดุษฎีบัณฑิต และมหาบัณฑิต ที่ ม. ศิลปากร ทีแรกคิดว่าต้องใช้เวลาหาแต่ละคนเป็นชั่วโมงซะแล้ว แต่โชคดีที่ไปรวมกันอยู่ในหอประชุม เลยใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็ถ่ายรูปเสร็จ


11.30 เอาขนมไปฝาก advisor ที่คณะเภสัช oh พระเจ้า ในมหาลัยจัดระบบจราจล เอ๊ย จราจรใหม่ วนอยู่นานมากจนต้องโทรเรียกให้ อ. ออกมาเอาขนม และก็โชคดีที่แกขี่จักรยานมา เลยถือโอกาสบีบบังคับให้ไปส่งที่รถด้วยโดยไม่สนใจคำชมหลังจากหย่อนก้นบนเบาะว่า "หนักอึ้งเลย 70 โลแล้วเนี่ย"

~ ฮู้ยยยย ได้ซ้อนท้ายจักรยานหนุ่มๆ ~

12.00 ฝ่าดงรถติดแถว รพ. สนามจันทร์ ไปรับหนุ่ม (อีกคน) ที่เบ็นซ์เพชรัตน์ ไปกินข้าวที่ ตำลึงแก้ว

~ enjoy eating กะหนุ่มๆ อีกแระ ฮิ้ววววว ~

14.00 รีบบึ่งรถกลับมาจอดที่บ้านก่อนจะขึ้นรถตู้ไป central ปิ่นเกล้า

15.10 รับกรมธรรม์ที่แก้ไขแล้วที่พี่ยี้

15.25 ดูหนัง Harry Potter กะ อ๋อย ปุ๊

18.00 ไปจองคิวกินข้าวกันที่ Fuji

19.00 ได้กินซะที................โอ๊ย หิว

20.00 รออ๋อยลองเสื้อ (จนเกือบได้เอง)

21.00 กลับถึงบ้านซะที

21.00 - 21.30 ฟังแม่เทศน์ เรื่อง การจัดระเบียบตัวเอง T-T

Sunday, July 15, 2007

tag ที่สุดของเหตุการณ์

1. ปลื้มที่สุด
ปลื้มเวลามีคนชม ...........บ้ายอ หรือเวลาคนที่ชอบให้ของหรืออาหาร (ถ้าเป็นหมาจะกระดิกหางรับแร้วเนี่ย)
2. ประทับใจที่สุด
ประทับใจตอนไปเที่ยวครั้งแรกหลังเรียนจบ กับเพื่อนๆ ตอนนั้นเฮกันไปเกือบทั่วภาคอีสาน มีข้ามไปลาวตอนสงกรานต์พอดี ตั้งกะนั้นก็เป็นสมาชิกถาวรกับแก้งค์เที่ยว
3. เหงาที่สุด
ตอนนั้นพ่อกะแม่ไปเยี่ยมน้าที่ป่วยที่ลำปาง ไปหลายวันมาก ทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว จนเกือบอดตาย (ว่าเข้านั้น) เวลากลับบ้านมามืดๆ ไม่มีคนอยู่เรย........วังเวงอ่า
4. เริ่ดที่สุด
นี่เลย ไปดูคอนเสิร์ตเรน ใครๆ ก็อิจฉา มีแต่คนถาม “ไปดูเรน?” “บัตร 1,500?” ฮู้ย.........ย กลับมาเม้าท์กระจาย
5. เซ็งที่สุด
เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้พร้อมกันอ่ะ “หน้าร้อน แอร์เสีย มีประจำเดือนวันแรก คนไข้เยอะ เจ้าหน้าที่ห้องยาลาหยุด เที่ยงกว่ายังไม่ได้กินข้าว” รันทดสุดๆ
6. โรแมนติกที่สุด

นอนดูดาวเต็มท้องฟ้า ท่ามกลางความมืด และอากาศเย็นที่ภูเรือ (ยังขาดหนุ่มนอนข้างอ่ะ ตอนนั้น...ตอนนี้ก็ด้วย T-T)

Tuesday, July 10, 2007

มืดตึ๊ดตื๋อ ทำไมมันมืดตึ๊ดตื๋อ


วันนี้ไปถึง รพ. ก็ปรากฎว่าไฟดับไปซะแร้ว


ทั้ง รพ. ร่วมใจกันใส่เสื้อ HA สีชมพูเป็นวันแรก แทนเสื้อเหลืองที่ทุกทีจะใส่กันวันจันทร์-อังคาร-ศุกร์


รอ ร้อ รอ ว่าเมื่อไหร่ไฟจะมาซักที เพราะทุกทีไฟหลวงดับ ไฟปั่นก็จะทำงานภายใน 5 นาที


แต่งวดนี้ ไฟหลวงไม่ได้ดับ แต่สายไฟชำรุด ทำท่าจะรับกระแสไฟไม่ไหว แถมเครื่องปั่นไฟยังใช้งานไม่ได้ซะอีก เล่นเอาเหม็นไหม้กันทั้งห้องเครื่อง


เลยต้องกลับมาให้วิธีดั้งเดิมกันเมื่อใช้คอมพิวเตอร์ไม่ได้ คือ ใบสั่งยา


ที่นอกจากจะต้องแกะลายมือหมอแล้ว ยังต้องแกะลายมือเจ้าหน้าที่ห้องบัตร ว่าคนไข้ชื่ออะไรเนี่ย


ทุกอย่างทำในที่มืด.........เพราะห้องเรามีแต่ตู้ยา บังช่องแสงไปซะหมด............เฮ้อ


จนมีคนทนไม่ไหว เอาสปอร์ตไลต์มาเปิดให้


ไฟแรงมั่ก....ร้อนจนผิวแทบไหม้ แต่ผมหงิกไปแร้ว


ต้องถามว่า ใครไปเอาไฟไดปลาหมึกมาฟะเนี่ย.............พี่หัวหน้าก็ว่าจะเอาปลาหมึกมาลองย่างดู


หาปลาหมึกไม่ได้ เลยคิดว่าลูกน้องเป็นหมูแดดเดียวซะอีก...............ดู๊


มืดก็มืด ร้อนก็ร้อน หน้าก็ไหม้ แถมคนไข้ยังทยอยกันมาทั้งมืดๆ ยังงั้น..............โห


ฝ่ายอื่นที่ไม่มีไฟก็ไม่ต้องทำงานยังมาเดินกันให้ว่อน ..........ชมพูกันอยู่ในความมืด


โอ๊ย ..........งานนี้โทษ HA เต็มๆ ฐานทำให้เกิดอาเพศนะเนี่ย


กว่าไฟจะมาก็โน่น 15.40 น. จะกลับบ้านพอดี

Sunday, July 08, 2007

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สมาชิกย่อยแก้งค์ปากหมาของพวกเรา พากันไปกระชากวัยกันที่ดรีมเวิลด์

แค่ 4 คน อายุรวมกับปาเข้าไปเกือบ 200 แระ เพราะฉะนั้นอันดับแรกที่ดูในแผนที่ คือ ห้องพยาบาล

ม่ายช่าย ด้วยความเก๋า พวกเราเลยเลือกไปโซนเครื่องเล่นกันก่อนต่างหาก เพราะเห็นว่ารถบัสนักเรียนเริ่มทะยอยกันมา

แทนที่จะถ่ายรูปกันอย่างเมามันในเลิฟการ์เด้นและรายทาง ตามสโลแกน "บ้ากล้อง" (แต่ก็มีแอบชักภาพโดยไม่มีคนนะเนี่ย)

เพราะฉะนั้นเลยไม่ต้องรอนานกับการต่อแถวขึ้นเครื่องเล่น
ปูนนี้ยังเล่นไวกิ้งกันไหวนะเนี่ย
จากนั้นก็ไปเปียกกันกับซูเปอร์ สแปลชโอ้โห มีกำแพงน้ำแบบเรื่องโปเซดอนเจ๋งสุดๆ
แต่กว่าจะรู้ว่าเขามีเสื้อคลุมกันน้ำขาย ก็เปียกกันที่แกรนแคนยอนอีกรอบแร้ว



รูปนี้ยืนเรียงตาม BMI (Body Mass Index) เลยเชียวแหล่ะ

หลังเที่ยงกะว่าต้องมีอ้วกกันกับรถเมล์เวหา ก็ไม่ยักกะอ้วก...อึดจริงๆ
ยังมีหน้าไปเล่นเฮอริเคนกันอีกนะเนี่ย


แต่อ๋อยไปจอดที่สไปเดอร์นั่นเอง


ที่สนุกที่สุดเห็นจะเป็นเล่นเลื่อนในเมืองหิมะ
สุดท้ายดันไปติดฝนกันตอน 5 โมงเย็นในบ้านยักษ์
อดถ่ายรูป (อีกประมาณ 200 รูป) ทางด้านทะเลสาบ เมืองเทพนิยาย และ7 สิ่งมหัสจรรย์ของโลกเลย (ว่าแต่ทำไมมีภูเขาทองด้วยหว่า?)

Wednesday, June 20, 2007

งานแต่งเปิ้ล 18 มิ.ย. 50







สาวๆ ที่มาพัวพันแต่งออกไปได้อีกคนแระ



แย่จาง..........



ขาดคนให้ลวนลามไปอีก 1



แต่ไม่เป็นไร ใน stock ยังมีอีกโขอยู่

Friday, June 15, 2007

สถานการณ์เฉียด 6 รูปแบบในชีวิต

1. เฉียดใจหายใจคว่ำ
ที่บ้านซื้อรถตั้งแต่เราอยู่ชั้น ป.6 เป็นรถ FIAT รุ่น 124 special T หลังจากนั้นจนถึง ม. ปลาย ตอนปิดเทอมต้นและปลายทุกปี พ่อแม่ก็จะพาเรากับน้องชายไปหาน้าที่นครสวรรค์
ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเป็นการบรรเทาปัญหาครอบครัว รู้อย่างเดียวว่าปิดเทอมจะได้ไปเที่ยว ช่วงที่น้องชายยังเล็ก มันก็นั่งตักแม่อยู่หน้ารถ ส่วนเราก็ครองเบาะหลังอย่างเปรมปรีดิ์ และส่วนใหญ่ก็จะทำตัวขนานกับพื้นโลก นอนดูปุยเมฆผ่านกระจกรถบ้าง หลับบ้างไปตามประสา
มีอยู่ครั้งหนึ่ง กำลังเคลิ้มๆ แม่ก็กรี๊ดขึ้นมา จากนั้นก็มีเสียงโครม ปรากฏว่า พ่อขับไปชนวัวที่มันตื่นอะไรก็ไม่รู้ วิ่งตัดหน้ารถ และรถก็แข็งมาก บุบไปนิดเดียว ส่วนวัวล้มทั้งยืน แต่พอมันหายตกใจก็ลุกขึ้นเดินต่อ...ชิลๆ
นึกว่าจะได้กินวัวซะแล้ว.... พ่อบอกว่าไม่กล้าเบรกแรงมาก กลัวรถเสียหลักและก็กลัวลูกน้อยเขาจะหัวโขกกับกระจกรถ ส่วนเราน่ะกลิ้งลงไปกองที่พรมพื้นรถเรียบร้อย
2. เฉียดสติแตก
สติแตกตอนที่เพิ่งขับรถเป็นใหม่ๆ พ่อให้ขับเข้ากรุงเทพฯ และรถติดบนสะพานค่อนข้างชัน (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นสะพานข้ามแยกบางพลัด) ปรากฏว่ารถเครื่องดับและไหลลงไปเรื่อยๆ (รถ FIAT ไม่มีเบรกมือค่ะ) start เท่าไหร่ก็ไม่ยอมติดง่ายๆ จนรถแท็กซี่คันที่จอดต่อท้ายบีบแตรดังลั่น อายก็อาย แถมยังลนลานด้วย คิดว่าชนแน่แล้วตู ดีที่รถข้างหน้าเคลื่อนซะก่อน พอเครื่องติดก็เลยรีบพุ่งออกไป...เฮ่อ ตั้งแต่นั้นมาเลยไม่ค่อยอยากขับรถในกรุงเทพฯ เท่าไหร่
3. เฉียดความรัก
เฉียดความรัก...ให้ตาย...เฉียดนี่แปลว่า “เกือบจะ” ใช่มั๊ย งั้นจะเล่าที่เฉียดที่สุด (แต่ยังคงห่างอยู่อีกหลายขุม)
ส่วนใหญ่เราจะเป็นพวก “ช่างปิ๊ง” เวลาเจอหนุ่ม (หรือสาว) หน้าตาดี แต่ก็ไม่เสมอไป ถ้ามีหนุ่มไหนอยู่ใกล้ (ระวังให้ดี) แล้วคอยดูแล เทคแคร์ ก็จะ “ปลื้ม” เหมือนกัน เกมพิเศษที่จะเล่นตอนที่มีหนุ่มมาให้ปลื้ม ก็คือเวลาฟังเพลง จะประมาณว่า เพลงต่อไป เค้าจะขอให้เราล่ะ
คราวที่เล่นแล้วรันทดที่สุด คือตอนรอฟังแล้วดันเป็นเพลงของมิกกี้ “ออกจากชีวิตฉันไปได้ไหม........” แง......... T-T

4. เฉียดประทับใจ
เรื่องประทับใจแบบไม่เฉียด จะเป็นความผาสุกในวัยเยาว์ ตอนนั้นเป็นหน้าน้ำ พ่อกับแม่พาไปปิกนิคกันบนเรือ คือ ทำอาหารใส่กล่อง แล้วก็พายเรือกันไปในคลอง แวะจอดกินข้าว แม่เก็บผักบุ้ง พ่อตกปลา ส่วนเรากับน้องชายก็มองหาตัวตั๊กแตน แมลงเต่าทอง ที่เกาะอยู่ตามต้นหญ้าข้างเรือ จับได้มั่งไม่ได้มั่ง มีอะไรแปลกๆ (ที่แม่ว่าเป็นขยะ) ลอยน้ำมาก็เก็บใส่เรือ ได้รู้จักลูกมะเดื่อก็คราวนั้น เพราะพอแกะดูแล้วเต็มไปด้วยแมลงหวี่ พายเรือกันไปเรื่อยๆ เรามีไม้พายเล็กๆ อันนึง พายอยู่หัวเรือ (ไม่ค่อยช่วย) พ่อพายท้ายเรือ ตรงที่เป็นถนนก็ถูกน้ำท่วมหมดจนเรือพายผ่านได้ บางทีก็ผ่านทุ่งนาที่มองเห็นต้นข้าวพลิ้วอยู่ใต้น้ำข้างเรือ เสียดายอยู่เหมือนกันที่ขายเรือใหญ่ลำนั้นไปซะแล้ว
5. เฉียดเซ็ง
เฉียดเซ็ง .........คงเป็นตอนที่รออะไรนานๆ แล้ว พอมาถึงคิวเรา ดันหมด หรือมีคนมาแซงคิว แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยตอบโต้ เพราะถือคติ ถ้าจะเอาคืน ต้องได้มากกว่าเสีย แนบเนียน และเลือดเย็น!
แถม 6. เฉียดอนาจาร..เอิ๊ก..ก
เฉียดอนาจาร ก็ต้องตอนเป็นตากล้องให้ Product Manager ของบริษัทยาแห่งหนึ่ง (ขอสงวนชื่อบริษัทเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้) หลังจากที่ถ่ายด้วยเสื้อผ้าครบชุด และถอดทีละชิ้นจนเหลือปราการด่านสุดท้ายของท่านชาย แล้วก็โพสท่าจนหมดภูมิแล้ว เรา (ที่ไม่รู้อะไรเข้าสิง) เสนอไอเดียให้ถอดหมด ส่วนนายแบบก็กำลังตัดสินใจจะถอดอยู่นั่นเอง มโนสติ ที่ยังเหลืออีกนิดหน่อยก็ทัดทานไว้ได้ ทำให้ตัวเองและคนทั้งหาดรอดจากการเป็นตากุ้งยิงไปได้..........เฮ่อ

Saturday, June 09, 2007

นารีอุปถัมภ์

วันนี้ไปร้านยาที่เราแขวนป้ายที่บางเลน.......นานน้านจะไปซะที...แฮ่
ไปทีไรเจ้าของร้านชอบให้ของมาเรื่อยเลย เกรงใจมั่กๆ
พอดีว่าร้านนี้ขายเคมีเกษตรพวกปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์พืช (3 คูหา อีกครึ่งคูหาขายยา -_-')
คราวที่แล้วก็ให้ข้าวหอมมะลิมา 50 โล ยังกินไม่หมดเลย คราวนี้ก็ให้มาอีก 50 โล
แถมยังเลี้ยงข้าว ขนม และอื่นๆ อีก
กลับมาบ้านพ่อแม่ก็ว่าไปเอาของเค้ามาอีกแระ
เลยบอกว่ากินไม่ทันก็เก็บไว้ก่อน.....เผื่อมีคนมาขอลูกสาวแม่จะได้แถมข้าวสารไปด้วยซะเลย
จะว่าไปร้านที่แขวนป้ายเป็นร้านแรกก็ชอบเลี้ยงหนม
ส่วนร้านที่ไปทำงานก็เลี้ยงอาหารเหมือนกัน
ทุกร้านมีเจ้าของเป็นผู้หญิง.........................
แสดงว่าเรามีดวงนารีอุปถัมภ์นะเนี่ย
เห็นทีจะต้องยอมรับความปรารถนาดีกับสาวๆ ที่มาพัวพันซะบ้างแล้วแฮะเรา

เอ๊ะ หรือคิดในแง่กลับกัน เจ้าของร้านที่เป็นผู้ชายเค้าจะไม่เอาเรามั๊งเนี่ย
เพราะอันตรายกะความหนุ่ม ^_^

Sunday, June 03, 2007

บ้านนอกเข้ากรุงไปดู Rain

โอ้ละหนอ ไม่คิดว่าจะได้ไปดูคอนเสิร์ตระดับเอเชียกับเขาจริงๆ
ไม่ค่อยตื่นเต้นกันเท่าไหร่ ดูจากอ๋อยที่มารับถึงบ้านตั้งแต่บ่าย 2 โมงครึ่ง
คอนเสิร์ตเล่นที่อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี 2 ทุ่ม

แต่ก็ไปรถติดอยู่แถวแยกแครายนานมาก.....และก็ไปติดอยู่ในร้าน Zen กันอีก........อิ่ม
ไปเล่นเกมชิงรางวัลก็ได้แค่ขนมมาถุงเดียว (อย่างว่านะ โชคดีมีไม่บ่อย)
เข้าคิวรอประตูเปิดกันแบบคนไทย (มีคนแซงคิว แทรกแถว เต็มไปหมดจนแออัด)

ไม่อยากจะบอกเลยว่าไม่เคยฟังเพลงเรน (ทั้งที่มีแถมมากับโทรศัพท์) ไม่เคยดูคอนเสิร์ตเรน
เลยรู้สึกแปลกแยกกับผู้คนรอบข้าง ที่กรี๊ดสนั่น พร้อมกับร้องตาม

เอาเหอะ ดูหน้านักร้อง กับท่าเต้นส่ายตูด อย่างเดียวก็คุ้มตั๋วแระ
อ๋อยมีทำหน้าหื่นเป็นระยะ พร้อมทั้งหันมาบอกว่า เนี่ย...เรนถอดเสื้ออีกแล้ว (ที่จริงมันก็ถอดเกือบทุกเพลงแหละ)




ที่ประทับใจเห็นจะเป็นฉากเปิดที่ค่อนข้างอลังการ
แต่การ entertain คนดูนี่เราว่านักร้องไทยกินขาด
เอาเป็นว่างวดหน้ารอตั๋วฟรีป๋าเบิร์ดก็แล้วกันเนอะ