Monday, August 27, 2007

DJ ซ่า จ๊ะจ๋า on air


"สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง รายการที่ท่านกำลังรับฟังอยู่ในขณะนี้คือรายการคลื่นสุขภาพชุมชน รายการสุขภาพเพื่อคนรักสุขภาพ โดยทีมงานเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลห้วยพลู ออกอากาศทุกวันในเวลา 8.00 – 9.00 น. ทางสถานีวิทยุ FM 92.25 MHz สำหรับวันนี้ ดิฉัน ภญ.พจนารถ โตประศรี รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการค่ะ"



ไม่นึกเล้ยว่าจะไปจัดรายการวิทยุกับเขามาได้กว่า 1 ปีแล้ว เพราะจะว่าไป ไม่มีทักษะทางด้านนี้เลย พูด "ร" "ล" ยังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ และส่วนใหญ่จะเป็นการอ่านมากกว่าพูดซะด้วยซ้ำ แต่ก็เอาวะ ถือเป็นหน้าที่อย่างนึง ไปก็ไป........



หลังจากทำรายการมาเป็นปี บางครั้งต้องไปจัดรายการคนเดียวไม่มีพิธีกรคู่ (ซึ่งแรกๆ จะประสบปัญหาพูดติดต่อกันแล้วหายใจไม่ทัน...........เกือบตาย) เดี๋ยวนี้เลยเริ่มสนิทกับเจ้าหน้าที่สถานี ที่ทำหน้าที่เปิดเพลงให้



เลยขอเพลงได้ตามใจฉัน



และคนฟังถ้าเป็นคนที่รู้จักกันดีก็จะรู้ว่าเป็นเราจัดเพราะจะมีเพลงประมาณว่า

"อยากให้ช่วยมาจีบ มาจีบ ชั้นที.........." จีบฉันที (แบล๊กวานิลา)

หรือ "โปรดส่งใคร้มารักช้านที.............." โปรดส่งใครมารักฉันที (Instinct)



ช่วงนี้หลังจากไปเยอรมันตะวันแดงมา ก็ไปติดใจเพลง "สัญญาหน้าฝน" ของคาราบาว



เลยมั่วนิ่มเปิดในหน้าฝนได้



แต่ยังไม่กล้าเปิด "ทำบุญร่วมชาติ" ของ ชาย เมืองสิงห์ ที่ตอนฟังที่โรงเบียร์ก็มันดี แต่พอฟังจาก mp3 แล้วยังมีกลิ่นโบ (ราณ) อยู่



เลยไม่ขอให้เค้าเปิดให้ เพราะผิด concept คือ ไม่เข้ากับหน้าตา



แต่ก็นะ ได้หลีกหนีการจ่ายยาไปครึ่งชั่วโมง เลยไม่ค่อยน่าเบื่อเท่าไหร่ แถมยังได้ความรู้เรื่องที่พูดไปอีกด้วย



เสียดายที่เวลาของทางสถานีช่วงนี้ ไม่ค่อยมีหนุ่มๆ ฟัง



เลยไม่มีใคร "ช่วยมาจีบ มาจีบ ชั้นที..." แบบในเพลงที่ขยันเปิดกรอกหู



............พยายามต่อไป ดี เจ พจ.................................


Friday, August 24, 2007

รายการเจาะใจแก้งค์ลูกยาง 1


พิธีกร สวัสดีค่ะ ที่นี่คือรายการเจาะใจ (ใส่ไข่เล็กน้อย) ถึงลูกถึงคน วันนี้เราจะมาสัมภาษณ์สดผู้บริหารรายล่าสุดที่ประกาศสละโสดกลางทริปกระบี่กันนะคะ

พิธีกร : ไม่ทราบว่าตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างคะกับ coming soon wedding?

เอก : ตื่นเต้นเหมือนกัน ว่าถึงตาเราแล้วเหรอเนี่ย

พิธีกร : ใช้เวลาในการตัดสินใจลงจากคานนานแค่ไหน?

เอก : ประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมา แต่บางช่วงก็ไม่อยากแต่ง แต่บางช่วงก็อยากแต่ง ขึ้นๆลงๆ


พิธีกร : อยากให้ช่วยเล่าคร่าวๆ ถึงเจ้าสาวคนนี้ ว่าเป็นใคร ทำงานอะไร ฯลฯ (เอาสั้นๆ แต่ละเอียดๆ)

เอก : ทำงานที่บริษัทเดียวกันนี่แหละ ไม่ได้ไปหาไกล กลัวเปลืองค่าน้ำมันรถ ค่าโทรศัพท์ ก็เห็นๆกันอยู่ไม่ได้ไปเถลไถลที่ไหน เรามั่นใจในตัวเองอยู่แล้วว่ามั่นคง (หรือเปล่า)

พิธีกร : แล้วคบกันมากี่ปีแล้วคะ?

เอก : ประมาณ 3 ปี ได้มั้ง (หากให้ชัวร์ต้องถามน้องเค้าอีกที เพราะไม่แน่ใจว่าเริ่มรู้สึกดีๆมากกว่าพี่และน้องเมื่อไร)

พิธีกร : ประทับใจอะไรในตัวแฟนมากที่สุด?

เอก : ความเอาใจใส่ครับ เค้าน่าจะดูแลในส่วนที่เราขาดไปได้ (คมไหม?)

พิธีกร : กำหนดวันจัดงานได้หรือยังคะ และคิดว่าจะจัดที่สถานที่ไหน?

เอก : วันแต่งจริงๆ คือ 15 ม.ค แต่งานเลี้ยงศุกร์ 18 ม.ค 50 ที่ รร.ริเวอร์ นฐ ครับ

พิธีกร : เลือกสถานที่ฮันนีมูนรึยังคะ ว่าเป็นที่ไหน และอีกคำถามเผื่อเพื่อนๆ แก้งค์ปาก..เอ๊ย ลูกยาง ว่าถ้าเอาพวกมันไปฮันนีมูนด้วยจะเลือกสถานที่ไหนคะ?

เอก : ฮันนีมูน หากเมืองไทยก็อยากไปดอย เพราะน้องเค้าไม่เคยขึ้นดอย หากเมืองนอกประมาณสวิส (สงสัยหลังแต่งคงต้องเก็บเงินใหม่ก่อน) ส่วนเพื่อนๆไปด้วย แน่นอน จะพยายามลากน้องเค้าไปให้ได้บ้างสักครั้งละ

พิธีกร : สำหรับคำถามสุดท้ายนะคะ มีอะไรจะฝากถึงเพื่อนๆ ในกลุ่มที่ยังไม่ได้แต่งงานบ้างมั๊ยคะ?

เอก : ขึ้นอยู่กับมีคบใครไว้หรือเปล่า หากคบไว้และคิดว่าเค้าเติมเต็มในส่วนที่เราขาดได้ก็แต่งได้นะ ไม่เหงาดี แต่หากมีเพื่อนๆเหนียวแน่นมักไม่ค่อยมองหาแฟนเท่าไร (จริงไหม) เพราะหากถามว่าแฟนกับเพื่อนอันไหนคบสบายใจกว่าคงตอบว่าเพื่อน เพราะเพื่อนไม่ต้องคอยเอาใจ แต่แฟนไม่ได้เลย ละเอียดอ่อนมาก

พิธีกร : รายการเจาะใจเฉพาะกิจ (เปลี่ยนชื่อเรื่องได้หน้าตาเฉย) คงต้องหมดเวลาเพียงเท่านี้ สำหรับรายการหน้าเราจะมีการสัมภาษณ์นักเขียนหน้าใหม่ ติดตามกันได้ทางเมล์นะคะ

Friday, August 17, 2007

Making sense of the science and practice

ไปอบรมฟื้นฟูความรู้ในหัวข้อนี่แหละมา 3 วัน 15 - 17 ส.ค. 50
จัดที่โรงแรมเรดิสัน พระราม9
วันที่ 15 เดินทางแต่เช้าเลยไม่กินข้าวไป กว่าจะถึงโรงแรมก็ 8.15 หิวมั่กๆ ช่วงพักเบรกแรกเลยฟาดเค้กของโรงแรมซะ 3 ก้อน

2 สาวปุ๊ยกับตุ๋มที่ไปด้วยถึงกับตาโต ๐_O

ไม่คิดว่าเพื่อนจะเปี๊ยนไป๋ขนาดนี้

เอาเหอะ......คนมันหิวอ่ะ

ตอนเที่ยง เป็นข้าวกล่องให้กินไปนั่งฟังบรรยายไปในห้องประชุมอีกต่างหาก..........โอ้พระเจ้า เป็นการอบรมที่รันทดจริงๆ

แต่ก็เหมือนทุกทีคือ ฟังมั่ง หลับ(ซะมากกว่า)มั่ง

ตื่นขึ้นมาก็ชวนเพื่อนๆ คิดโปรแกรมตอนเย็น........

ได้ความว่าจะไปช้อบปิ้งกันที่แพลทตินั่ม ประตูน้ำ ^_^

ตกเย็นก็ไปเดินหาแท็กซี่พากันไป........

แท็กซี่ดันไปไม่ถูกอีก ต้องใช้วิธีโทรถามเพื่อน 4 คน ที่มีประโยชน์แค่คนเดียว

เอาเหอะ ไปถึงเป็นใช้ได้

งานนี้เดินขาลากอยู่นาน ได้กระโปรง 1 ตัวและชุดลองจอนเตรียมไปเที่ยวหน้าหนาวอีก 1 ชุด

จากนั้นก็หาข้าวกินเป็นอันหมดวัน

...............................................................................................

วันรุ่งขึ้นหลังจากหมดโปรแกรมฟังมั่งหลับมั่ง ไปตามประสา ก็ถึงเวลาโปรแกรมที่เตรียมไว้ตั้งแต่สมัครอบรม

นั่นคือให้จุ๋ยพาเที่ยวตระเวณราตรี ซึ่งไกด์กิตติมศักดิ์เสนอว่าจะไปโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง

อ่ะ.......ไปก็ไป

ที่จริงก็เกรงใจ 2 สาวผู้เรียบร้อยอยู่เหมือนกันว่าคงไปเคยไปสถานที่ประมาณนี้ แต่สุดท้ายก็ลากกันไปจนได้

มีพี่ยี้มาร่วมแจมตอนหลังอีก 1 คน

โหย จะว่าไปถ้าไม่สั่งเบียร์ มันก็คือร้านอาหารดีๆ นี่เอง เสียแต่คนคึกคักมากกว่า

และมีโชว์ประกอบเพลง และมีนักร้อง (เสียงดีมาก) คอยกล่อมเวลากิน

อาหารก็อร่อย อย่างขาหมูทอด

ไม่คิดว่าตัวเองจะมานั่งเลาะหนังหมูกินได้นะเนี่ย....(มันกรอบอ้ะ)

อ้วนอีกแระ.........T-T

และอย่าถามเชียวนะว่าไปอบรมเนี่ย making sense อะไรมาได้บ้าง

.......ตูก็ยังโง่เหมือนเดิมน่ะแหละ..................เฮ้อ



Monday, August 13, 2007

tag 5 สถานการณ์ที่ลืมไม่ลง


เนื่องจาก tag ที่แล้วๆ มาจะมีคำถามแบบใกล้เคียงกัน (แบบสถานการณ์เฉียดในชีวิต ที่สุดของเหตุการณ์ ฯลฯ) จะเล่าสิ่งที่อ่านแล้วประทับใจแบบต่างๆ ของเรื่อง “หัวขโมยแห่งบารามอส” ทั้ง 4 ภาค แทนละกัน หวังว่าคนส่ง tag คงไม่โกรธ (ที่จริงจะเอาเรื่องโคนันแระ แต่มันมีตั้ง 50 กว่าเล่มแล้วขี้เกียจไปเปิดดูว่าจะเล่าตอนไหนดี)

1. แฮ้ปปี้จนลืมไม่ลง
ก็ต้องเป็นตอนจบที่ภาค 4 “ดาบแห่งกษัตริย์” ที่ตัวเอก เฟรินและคาโล happy ending แต่กว่าจะง้อกันได้ ก็ลุ้นอยู่เหมือนกันว่าจะมี ตบจูบ หรือเปล่า
แล้วก็เขียนจนนึกภาพออกว่าเจ้าชายน้ำแข็ง มาดนิ่งอย่างคาโล บอกรักสาวยังไง

2. so sad จนลืมไม่ลง
ยังอยู่ที่เล่ม 4 ตอนที่เฟรินเข้าใจว่าคาโลตายไปแล้ว เพราะสู้เพื่อปกป้องเธอในสงครามกษัตริย์ จนเฟรินต้องกลับไปทำใจอยู่ในแดนปีศาจตั้งนาน หลังจากนั้นพอรู้ว่าคาโลยังมีชีวิตอยู่ เฟรินก็รีบไปหาแต่กลับพบว่าเขามีสาวอื่นอยู่เคียงข้างซะแร้ว

3. ไม่อยากเจอจนลืมไม่ลง
ไปที่เล่ม 3 “แหวนแห่งปราชญ์” ที่เฟรินถึงกับเรียกว่า “ไอ้แหวนบ้า” เพราะแหวนตัวปัญหาของเล่มนี้ทำให้เฟรินที่ขโมยเค้ามาใส่ต้องสับสนว่าเป็นความฝันหรือความจริง เกี่ยวกับภัยพิบัติที่ตัวเองได้พบ ซึ่งคนอ่านก็ขมวดคิ้วหลายรอบด้วยความงงกว่าเรื่องจะขมวดปมสรุปออกมาได้ แล้วก็ขมวดอีกท่าไหนก็ไม่รู้เพราะจบโดยที่เฟรินซึ่งเป็นตัวสร้างความยุ่งเหยิงแบบไม่ใช้สมอง กลับคิดแก้ปัญหานี้ได้ด้วยตัวเอง เอาเป็นว่าไอ้เวทมนตร์คลอบงำจิตใจแบบที่แหวนมันทำเนี่ย ไม่อยากเจอกับตัวเองละกัน

4. หวาดเสียวจนลืมไม่ลง
เป็นฉากหวาดเสียวของเล่ม 1 “มงกุฎแห่งใจ” ที่นำไปสู่เรื่องราวของเล่มต่อๆ ไป เป็นการต่อสู้ระหว่างพลังมารที่สิงอยู่ในมงกุฎแห่งใจกับนักเรียนปี 1 ของโรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์ก ที่จะว่าไปก็เรียกว่าเป็นพวกมือใหม่ แต่เก่งเป็นบ้า (ตามประสาตัวเอก เรื่องนี้ก็มีกลิ่นละม้ายๆ Harry Potter อยู่ไม่น้อย ที่เด็กๆ ต้องออกโรงสู้เอง ส่วนผู้ใหญ่มืออาชีพจะมาช่วยตอนจบ)

5. น่าเบื่อจนลืมไม่ลง
เรื่องน่าเบื่อที่สุดเห็นจะเป็นความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกของตัวเอกคือเฟริน ในเล่ม 2 “คทาแห่งพลัง” ที่ผู้เขียนขยันใส่มุขเดิมๆ ให้เฟรินแหกด่านคุณธรรมทั้ง 5 ของเมืองปีศาจ แบบแนวเดียวกันทั้งหมด คือเค้าห้ามอะไรไว้ พ่อนี่เป็นต้องฝ่าฝืนไปทุกเรื่อง ทั้งในเมืองหน้าด่าน เมืองยักษ์ ป่าหลงลืม หุบเขาหัวกะโหลก และนครจันทรา ซึ่งนำความเดือดร้อนมาให้กับเฟรินเองและเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกัน (ก็ถึงว่าทำไมเดินทางด้วยกันหลายคนนัก) เรียกว่า ถ้าเฟรินไม่มีตัวช่วย โดยเฉพาะคาโล พระเอกขี่ม้าขาวล่ะก็ สงสัยจะได้ตายไปหลายรอบ

Monday, August 06, 2007

JJ mall shopping center


วันเสาร์ที่ผ่านมาพอขายยาเสร็จก็ไปช้อปต่อกับอ๋อยที่ JJ mall จตุจักร

อาศัยว่าแท็กซี่เก่าอย่างอ๋อยคุ้นเคยกับเส้นทางในกรุงเทพฯ ดี

เลยชวนไปซื้อกระโปรงที่คับติ้วเกือบทุกตัวแล้ว

และแม่ก็ระอาไม่ยอมตัดให้ใหม่ แต่บอกให้ไปลดน้ำหนักแทน

โชคดีที่ใช้ข้ออ้างว่าจะไปอบรมกลางเดือนนี้ เลยได้รับอนุมัติให้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ได้

หลังจากที่เราวนรถหาที่จอดกันเกือบครึ่งชั่วโมง

ตอนเข้าไปในห้างคิดว่าเสื้อผ้าจะเยอะสุดๆ แบบที่ประตูน้ำ แต่ก็ผิดหวัง

เพราะมีทั้งหมด 4 ชั้น ชั้นใต้ดินจะเป็นพวกของกระจุกกระจิก

ชั้น 1 ชั้นเดียวที่เน้นเสื้อผ้า

ส่วนชั้น 2 และ 3 ส่วนใหญ่จะเป็นของแต่งบ้าน

ไปเดินในชั้นเสื้อผ้าแป๊บเดียวก็เจอร้านเสื้อไซส์ใหญ่แบบที่อ๋อยชอบ

ระหว่างรออ๋อยเลือกก็สอดส่ายสายตามองหากระโปรง....เป้าหมายของการช้อปคราวนี้

ไปเจอเอาร้านฝั่งตรงข้ามที่เป็นเจ้าของเดียวกัน

ปิ๊ง กระโปรงสีม่วงไฮโซเอวยืดที่น่าจะใส่ได้ จากนั้นไปเหล่ๆ ที่ไม้แขวน

อู้.......มีกระโปรงเอวถึง 44 นิ้ว (อ้วนได้อีกนี่นา)

เมียงมองอยู่ซักพัก คนขายก็มาช่วยดูไซส์ให้

แม่เจ้า......มีกระโปรงไซส์เราจริงๆ ด้วย ก็เลยเลือกแบบอย่างเมามัน

ได้มาทั้งหมด 3 ตัว (รวมสีม่วงตัวเก่งด้วย)

นึกไปนึกมา......

เฮ้ย.....เดี๋ยวนี้ซื้อเสื้อผ้าร้านเดียวกับอ๋อยแล้วเรอะ T-T

Thursday, August 02, 2007

เรื่องเล่าจากที่ทำงาน

ชอบไปอ่านเรื่องในสำนักงานของหมูปิ้งใน bloggang แล้วฮาดี เลยลอกเลียนแบบมาเขียนมั่ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ...จวบจนปัจจุบัน และอนาคต

ที่ทำงานของเราเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ ชนบทๆ แต่ไม่ไกลกรุงเทพฯ (มีจริงๆ นะ)

มาแนะนำตัวละคร เอ๊ย เพื่อนร่วมงานในแผนกให้รู้จักกันพอหอมปากหอมคอ (ไม่ควรหอมจริง) กันก่อน

เริ่มจากพี่หัวหน้าเป็นชายหนุ่ม สูงยาว ขาว ตี๋ แต่มีลูก 2 แล้ว ชื่อว่าพี่วิชชี่

ส่วนสมาชิกทั่วไปก็มีเรา (โสดอาวุโสสุด) ใครๆ ก็เรียกเจ๊

ถัดมาเป็นหนู วอนบิน-สาวน้อยใจร้อน เจ้าของคำฮิต "ลุยมันเรยมั๊ยเจ๊"

มีคู่หูดูโอ หมาเล็ก - หมาใหญ่

และคู่อาวุโส ตั้วเฮีย - ตั้วเจ๊

ปีนี้เรายังมีน้องใหม่อีก 2 คน คือลูกหนู และไข่นุ้ย

***************************************************************
อาทิตย์นี้มีวันหยุดราชการ 2 วัน พอเปิดมาวันพุธ โอ้ โห คนไข้ยั้วเยี้ย เอ๊ย ตรึมๆ

วันพุธ ในเวลาราชการก็ 500 คนได้

วันนี้-พฤหัส ก็สูสี ตอนกลับบ้านได้ 400 กว่าแล้ว

ตอนบ่ายต้องไปผลิตยาอีก เหนื่อยโครตๆ

เดือนนี้ไม่ได้กินข้าวโรงครัว เลยต้องหาซื้อกินเอง แล้วอะไรก็ไม่สะดวกเท่าร้านสะดวกซื้อ (แต่ไปซื้อแฟมิลี่มาร์ทนะไม่ใช่เซเว่น)

ซื้อแล้วก็เอามาแช่แข็งไว้

บังเอิญซื้อมาตั้งแต่วันอังคาร (วันหยุด) กล่องนึง ก็เลยแช่ไว้ที่บ้าน

แล้วก็ลืมไว้บ้านนั่นแหละ...........แต่ไม่อด เพราะไปซื้อใหม่แช่ไว้ตู้เย็นห้องยา

วันนี้ก็ก้มหน้าก้มตาจ่ายยาอยู่

ตั้วเจ๊แกก็พูดขึ้นว่า "พ่อมา"

แล้วก็มีเงาคนมาตรงช่องจ่ายยา

ทุกคนก็หวัดดีอัตโนมัติ

แล้วปกติประโยคนี้จะใช้กับหมาใหญ่ ที่พ่อต้องเป็นฝ่ายมาหาถึงโรงพยาบาล

จนผู้คนแซวกันว่าตั้งแต่แต่งงานก็ไปจงรักภักดีอยู่กะพ่อตา ลืมพ่อแม่ตัวเองซะแร้ว

เล่าต่อ........จากนั้นเจ้าของเงายื่นถุงใส่ของมาให้

เราก็รับแบบอัตโนมัติซะอีก

พอมองหน้าคนให้.........วันนี้ทำไมพ่อหมาใหญ่หน้าคุ้นๆ ฟะ - -'

(มาถามทีหลัง...หมาใหญ่ที่นั่งข้างหลังเรา ก็นึกเหมือนกันว่าทำไมวันนี้พ่อตูหน้าตาแปลกๆ ฟะ)

10 วิ ต่อมา

อ๊าว..พ่อตูเองนี่หว่า

(พ่อหายวับไปแร้ว)

ก้มลงมองของในมือที่รับมา.........ข้าวกล่องแช่แข็ง

คราวนี้ทุกคนเลยแซว.......โฮ้ย พ่อเขาเอาข้าวมาส่งลูกสาว "คนเดียว" ของเขา

ตอนบ่ายแม่ยังโทรมาถามอีกว่ากินข้าวยัง?

หารู้ไม่ว่าลูกสาวอ่ะ กินข้าวเวฟ เสร็จแล้วก็กินผัดหมี่ (ที่เลี้ยงคนไข้ตอนเช้า) จากนั้นก็ตบท้ายด้วยคัสตาร์ด

ตกบ่าย ไข่นุ้ยที่ไปเที่ยวทุ่งกระเจียว (พวกเราเรียกแบบเสียง ตรี )เอาหม่ำ (อาหารอีสานเป็นใส้วัวยัดใส้เนื้อวัวกับเครื่องเทศอื่นๆ) มาฝาก

ตั้วเจ๊ก็เอาไปไมโครเวฟแล้วเอามากินกัน.......กินต่ออีก

รสชาติแปลกๆ แต่ก็เอาเหอะ.....ของไม่เคยกิน

เจ้าไข่นุ้ยมาชิมดูมั่ง มันบอกว่ายังไม่สุกละมั้ง ไม่เคยกินแล้วคาวๆ แบบนี้

ตั้วเจ๊เลยไปเวฟใหม่

กินเข้าไปแล้วง่า.......

แต่พองวด 2 มา ก็กินต่ออีก

ตบท้ายด้วยไอศครีมก่อนกลับบ้านโคนนึง

ลืมไปเรยว่ากะลังปวดหัวอยู่

ถึงบ้านเลยอ้อนแม่อย่างเนียนๆ ว่าเนี่ยคนไข้เยอะ ปวดหัวด้วย

แล้วก็ทำหน้าผะอืดผะอม (สงสัยจากหม่ำ)

กินยาแล้วก็นอนแบบดับเครื่องจนถึงเวลาข้าวเย็นเลยแหละ

Sunday, July 29, 2007

วันหยุด กับ 14 ชั่วโมงนรก


วันอาทิตย์หยุดยาวคราวนี้ ไม่ได้อยู่เวรที่ รพ. แต่ต้องไปอยู่ร้านขายยาตั้งแต่ 7.30 - 21.30

14 ชั่วโมง !!

ให้เจ้าของร้านไปเที่ยว

ที่จริงก็ไม่ค่อยอยากรับงาน แต่ก็เกรงใจ .......และปลายปีเราก็จะลาไปเที่ยวแบบไม่เกรงใจบ้าง

เตรียมเช่าหนังสือไปอ่านแก้เซ็ง

ทั้งการ์ตูน และนิตยสาร

แต่อ่านครึ่งวันก็หมดแล้ว

ดีที่ช่วงบ่ายมีน้องอีกคนมาช่วย เลยได้เพื่อนคุยบ้าง หลังจากต้องฟังเสียงรถ 10 ล้อ แล่นกึงๆ อยู่ทั้งวัน

แถมยังไอเสียรถอีก ..........หน้ามันไปทั้งวันเรยเนี่ย


ฝนตกมานิดนึงแต่ไม่ทำให้คลายร้อน
ตกเย็นเลยโทรสั่งพิซซ่ามากินกันแก้เซ็ง

อ้วน.......อีกแร้วครับท่าน

Monday, July 23, 2007

ยัยตัวร้าย กับเหตุวุ่นวายในวันเสาร์


จั่วหัวซะอย่างกะหนังเกาหลี แต่ป่าวหรอก แค่อยากบ่นว่าวันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อว่าคิวจะแน่นเอี้ยด ราวกับดาราคิวทอง เริ่มจาก
5.30 ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัว

7.00 ขับรถไปทำงาน
7.30 ช้อบปิ้งก่อนเข้างาน ที่ตลาดนัดซอย 2

8.00 - 10.30 ขายยาร้านพระจันทร์

10.30 ไปคืนหนังสือเช่า ร้าน update


10.45 ขับรถไปถ่ายรูปกับดุษฎีบัณฑิต และมหาบัณฑิต ที่ ม. ศิลปากร ทีแรกคิดว่าต้องใช้เวลาหาแต่ละคนเป็นชั่วโมงซะแล้ว แต่โชคดีที่ไปรวมกันอยู่ในหอประชุม เลยใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็ถ่ายรูปเสร็จ


11.30 เอาขนมไปฝาก advisor ที่คณะเภสัช oh พระเจ้า ในมหาลัยจัดระบบจราจล เอ๊ย จราจรใหม่ วนอยู่นานมากจนต้องโทรเรียกให้ อ. ออกมาเอาขนม และก็โชคดีที่แกขี่จักรยานมา เลยถือโอกาสบีบบังคับให้ไปส่งที่รถด้วยโดยไม่สนใจคำชมหลังจากหย่อนก้นบนเบาะว่า "หนักอึ้งเลย 70 โลแล้วเนี่ย"

~ ฮู้ยยยย ได้ซ้อนท้ายจักรยานหนุ่มๆ ~

12.00 ฝ่าดงรถติดแถว รพ. สนามจันทร์ ไปรับหนุ่ม (อีกคน) ที่เบ็นซ์เพชรัตน์ ไปกินข้าวที่ ตำลึงแก้ว

~ enjoy eating กะหนุ่มๆ อีกแระ ฮิ้ววววว ~

14.00 รีบบึ่งรถกลับมาจอดที่บ้านก่อนจะขึ้นรถตู้ไป central ปิ่นเกล้า

15.10 รับกรมธรรม์ที่แก้ไขแล้วที่พี่ยี้

15.25 ดูหนัง Harry Potter กะ อ๋อย ปุ๊

18.00 ไปจองคิวกินข้าวกันที่ Fuji

19.00 ได้กินซะที................โอ๊ย หิว

20.00 รออ๋อยลองเสื้อ (จนเกือบได้เอง)

21.00 กลับถึงบ้านซะที

21.00 - 21.30 ฟังแม่เทศน์ เรื่อง การจัดระเบียบตัวเอง T-T

Sunday, July 15, 2007

tag ที่สุดของเหตุการณ์

1. ปลื้มที่สุด
ปลื้มเวลามีคนชม ...........บ้ายอ หรือเวลาคนที่ชอบให้ของหรืออาหาร (ถ้าเป็นหมาจะกระดิกหางรับแร้วเนี่ย)
2. ประทับใจที่สุด
ประทับใจตอนไปเที่ยวครั้งแรกหลังเรียนจบ กับเพื่อนๆ ตอนนั้นเฮกันไปเกือบทั่วภาคอีสาน มีข้ามไปลาวตอนสงกรานต์พอดี ตั้งกะนั้นก็เป็นสมาชิกถาวรกับแก้งค์เที่ยว
3. เหงาที่สุด
ตอนนั้นพ่อกะแม่ไปเยี่ยมน้าที่ป่วยที่ลำปาง ไปหลายวันมาก ทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว จนเกือบอดตาย (ว่าเข้านั้น) เวลากลับบ้านมามืดๆ ไม่มีคนอยู่เรย........วังเวงอ่า
4. เริ่ดที่สุด
นี่เลย ไปดูคอนเสิร์ตเรน ใครๆ ก็อิจฉา มีแต่คนถาม “ไปดูเรน?” “บัตร 1,500?” ฮู้ย.........ย กลับมาเม้าท์กระจาย
5. เซ็งที่สุด
เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้พร้อมกันอ่ะ “หน้าร้อน แอร์เสีย มีประจำเดือนวันแรก คนไข้เยอะ เจ้าหน้าที่ห้องยาลาหยุด เที่ยงกว่ายังไม่ได้กินข้าว” รันทดสุดๆ
6. โรแมนติกที่สุด

นอนดูดาวเต็มท้องฟ้า ท่ามกลางความมืด และอากาศเย็นที่ภูเรือ (ยังขาดหนุ่มนอนข้างอ่ะ ตอนนั้น...ตอนนี้ก็ด้วย T-T)

Tuesday, July 10, 2007

มืดตึ๊ดตื๋อ ทำไมมันมืดตึ๊ดตื๋อ


วันนี้ไปถึง รพ. ก็ปรากฎว่าไฟดับไปซะแร้ว


ทั้ง รพ. ร่วมใจกันใส่เสื้อ HA สีชมพูเป็นวันแรก แทนเสื้อเหลืองที่ทุกทีจะใส่กันวันจันทร์-อังคาร-ศุกร์


รอ ร้อ รอ ว่าเมื่อไหร่ไฟจะมาซักที เพราะทุกทีไฟหลวงดับ ไฟปั่นก็จะทำงานภายใน 5 นาที


แต่งวดนี้ ไฟหลวงไม่ได้ดับ แต่สายไฟชำรุด ทำท่าจะรับกระแสไฟไม่ไหว แถมเครื่องปั่นไฟยังใช้งานไม่ได้ซะอีก เล่นเอาเหม็นไหม้กันทั้งห้องเครื่อง


เลยต้องกลับมาให้วิธีดั้งเดิมกันเมื่อใช้คอมพิวเตอร์ไม่ได้ คือ ใบสั่งยา


ที่นอกจากจะต้องแกะลายมือหมอแล้ว ยังต้องแกะลายมือเจ้าหน้าที่ห้องบัตร ว่าคนไข้ชื่ออะไรเนี่ย


ทุกอย่างทำในที่มืด.........เพราะห้องเรามีแต่ตู้ยา บังช่องแสงไปซะหมด............เฮ้อ


จนมีคนทนไม่ไหว เอาสปอร์ตไลต์มาเปิดให้


ไฟแรงมั่ก....ร้อนจนผิวแทบไหม้ แต่ผมหงิกไปแร้ว


ต้องถามว่า ใครไปเอาไฟไดปลาหมึกมาฟะเนี่ย.............พี่หัวหน้าก็ว่าจะเอาปลาหมึกมาลองย่างดู


หาปลาหมึกไม่ได้ เลยคิดว่าลูกน้องเป็นหมูแดดเดียวซะอีก...............ดู๊


มืดก็มืด ร้อนก็ร้อน หน้าก็ไหม้ แถมคนไข้ยังทยอยกันมาทั้งมืดๆ ยังงั้น..............โห


ฝ่ายอื่นที่ไม่มีไฟก็ไม่ต้องทำงานยังมาเดินกันให้ว่อน ..........ชมพูกันอยู่ในความมืด


โอ๊ย ..........งานนี้โทษ HA เต็มๆ ฐานทำให้เกิดอาเพศนะเนี่ย


กว่าไฟจะมาก็โน่น 15.40 น. จะกลับบ้านพอดี

Sunday, July 08, 2007

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สมาชิกย่อยแก้งค์ปากหมาของพวกเรา พากันไปกระชากวัยกันที่ดรีมเวิลด์

แค่ 4 คน อายุรวมกับปาเข้าไปเกือบ 200 แระ เพราะฉะนั้นอันดับแรกที่ดูในแผนที่ คือ ห้องพยาบาล

ม่ายช่าย ด้วยความเก๋า พวกเราเลยเลือกไปโซนเครื่องเล่นกันก่อนต่างหาก เพราะเห็นว่ารถบัสนักเรียนเริ่มทะยอยกันมา

แทนที่จะถ่ายรูปกันอย่างเมามันในเลิฟการ์เด้นและรายทาง ตามสโลแกน "บ้ากล้อง" (แต่ก็มีแอบชักภาพโดยไม่มีคนนะเนี่ย)

เพราะฉะนั้นเลยไม่ต้องรอนานกับการต่อแถวขึ้นเครื่องเล่น
ปูนนี้ยังเล่นไวกิ้งกันไหวนะเนี่ย
จากนั้นก็ไปเปียกกันกับซูเปอร์ สแปลชโอ้โห มีกำแพงน้ำแบบเรื่องโปเซดอนเจ๋งสุดๆ
แต่กว่าจะรู้ว่าเขามีเสื้อคลุมกันน้ำขาย ก็เปียกกันที่แกรนแคนยอนอีกรอบแร้ว



รูปนี้ยืนเรียงตาม BMI (Body Mass Index) เลยเชียวแหล่ะ

หลังเที่ยงกะว่าต้องมีอ้วกกันกับรถเมล์เวหา ก็ไม่ยักกะอ้วก...อึดจริงๆ
ยังมีหน้าไปเล่นเฮอริเคนกันอีกนะเนี่ย


แต่อ๋อยไปจอดที่สไปเดอร์นั่นเอง


ที่สนุกที่สุดเห็นจะเป็นเล่นเลื่อนในเมืองหิมะ
สุดท้ายดันไปติดฝนกันตอน 5 โมงเย็นในบ้านยักษ์
อดถ่ายรูป (อีกประมาณ 200 รูป) ทางด้านทะเลสาบ เมืองเทพนิยาย และ7 สิ่งมหัสจรรย์ของโลกเลย (ว่าแต่ทำไมมีภูเขาทองด้วยหว่า?)

Wednesday, June 20, 2007

งานแต่งเปิ้ล 18 มิ.ย. 50







สาวๆ ที่มาพัวพันแต่งออกไปได้อีกคนแระ



แย่จาง..........



ขาดคนให้ลวนลามไปอีก 1



แต่ไม่เป็นไร ใน stock ยังมีอีกโขอยู่

Friday, June 15, 2007

สถานการณ์เฉียด 6 รูปแบบในชีวิต

1. เฉียดใจหายใจคว่ำ
ที่บ้านซื้อรถตั้งแต่เราอยู่ชั้น ป.6 เป็นรถ FIAT รุ่น 124 special T หลังจากนั้นจนถึง ม. ปลาย ตอนปิดเทอมต้นและปลายทุกปี พ่อแม่ก็จะพาเรากับน้องชายไปหาน้าที่นครสวรรค์
ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเป็นการบรรเทาปัญหาครอบครัว รู้อย่างเดียวว่าปิดเทอมจะได้ไปเที่ยว ช่วงที่น้องชายยังเล็ก มันก็นั่งตักแม่อยู่หน้ารถ ส่วนเราก็ครองเบาะหลังอย่างเปรมปรีดิ์ และส่วนใหญ่ก็จะทำตัวขนานกับพื้นโลก นอนดูปุยเมฆผ่านกระจกรถบ้าง หลับบ้างไปตามประสา
มีอยู่ครั้งหนึ่ง กำลังเคลิ้มๆ แม่ก็กรี๊ดขึ้นมา จากนั้นก็มีเสียงโครม ปรากฏว่า พ่อขับไปชนวัวที่มันตื่นอะไรก็ไม่รู้ วิ่งตัดหน้ารถ และรถก็แข็งมาก บุบไปนิดเดียว ส่วนวัวล้มทั้งยืน แต่พอมันหายตกใจก็ลุกขึ้นเดินต่อ...ชิลๆ
นึกว่าจะได้กินวัวซะแล้ว.... พ่อบอกว่าไม่กล้าเบรกแรงมาก กลัวรถเสียหลักและก็กลัวลูกน้อยเขาจะหัวโขกกับกระจกรถ ส่วนเราน่ะกลิ้งลงไปกองที่พรมพื้นรถเรียบร้อย
2. เฉียดสติแตก
สติแตกตอนที่เพิ่งขับรถเป็นใหม่ๆ พ่อให้ขับเข้ากรุงเทพฯ และรถติดบนสะพานค่อนข้างชัน (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นสะพานข้ามแยกบางพลัด) ปรากฏว่ารถเครื่องดับและไหลลงไปเรื่อยๆ (รถ FIAT ไม่มีเบรกมือค่ะ) start เท่าไหร่ก็ไม่ยอมติดง่ายๆ จนรถแท็กซี่คันที่จอดต่อท้ายบีบแตรดังลั่น อายก็อาย แถมยังลนลานด้วย คิดว่าชนแน่แล้วตู ดีที่รถข้างหน้าเคลื่อนซะก่อน พอเครื่องติดก็เลยรีบพุ่งออกไป...เฮ่อ ตั้งแต่นั้นมาเลยไม่ค่อยอยากขับรถในกรุงเทพฯ เท่าไหร่
3. เฉียดความรัก
เฉียดความรัก...ให้ตาย...เฉียดนี่แปลว่า “เกือบจะ” ใช่มั๊ย งั้นจะเล่าที่เฉียดที่สุด (แต่ยังคงห่างอยู่อีกหลายขุม)
ส่วนใหญ่เราจะเป็นพวก “ช่างปิ๊ง” เวลาเจอหนุ่ม (หรือสาว) หน้าตาดี แต่ก็ไม่เสมอไป ถ้ามีหนุ่มไหนอยู่ใกล้ (ระวังให้ดี) แล้วคอยดูแล เทคแคร์ ก็จะ “ปลื้ม” เหมือนกัน เกมพิเศษที่จะเล่นตอนที่มีหนุ่มมาให้ปลื้ม ก็คือเวลาฟังเพลง จะประมาณว่า เพลงต่อไป เค้าจะขอให้เราล่ะ
คราวที่เล่นแล้วรันทดที่สุด คือตอนรอฟังแล้วดันเป็นเพลงของมิกกี้ “ออกจากชีวิตฉันไปได้ไหม........” แง......... T-T

4. เฉียดประทับใจ
เรื่องประทับใจแบบไม่เฉียด จะเป็นความผาสุกในวัยเยาว์ ตอนนั้นเป็นหน้าน้ำ พ่อกับแม่พาไปปิกนิคกันบนเรือ คือ ทำอาหารใส่กล่อง แล้วก็พายเรือกันไปในคลอง แวะจอดกินข้าว แม่เก็บผักบุ้ง พ่อตกปลา ส่วนเรากับน้องชายก็มองหาตัวตั๊กแตน แมลงเต่าทอง ที่เกาะอยู่ตามต้นหญ้าข้างเรือ จับได้มั่งไม่ได้มั่ง มีอะไรแปลกๆ (ที่แม่ว่าเป็นขยะ) ลอยน้ำมาก็เก็บใส่เรือ ได้รู้จักลูกมะเดื่อก็คราวนั้น เพราะพอแกะดูแล้วเต็มไปด้วยแมลงหวี่ พายเรือกันไปเรื่อยๆ เรามีไม้พายเล็กๆ อันนึง พายอยู่หัวเรือ (ไม่ค่อยช่วย) พ่อพายท้ายเรือ ตรงที่เป็นถนนก็ถูกน้ำท่วมหมดจนเรือพายผ่านได้ บางทีก็ผ่านทุ่งนาที่มองเห็นต้นข้าวพลิ้วอยู่ใต้น้ำข้างเรือ เสียดายอยู่เหมือนกันที่ขายเรือใหญ่ลำนั้นไปซะแล้ว
5. เฉียดเซ็ง
เฉียดเซ็ง .........คงเป็นตอนที่รออะไรนานๆ แล้ว พอมาถึงคิวเรา ดันหมด หรือมีคนมาแซงคิว แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยตอบโต้ เพราะถือคติ ถ้าจะเอาคืน ต้องได้มากกว่าเสีย แนบเนียน และเลือดเย็น!
แถม 6. เฉียดอนาจาร..เอิ๊ก..ก
เฉียดอนาจาร ก็ต้องตอนเป็นตากล้องให้ Product Manager ของบริษัทยาแห่งหนึ่ง (ขอสงวนชื่อบริษัทเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้) หลังจากที่ถ่ายด้วยเสื้อผ้าครบชุด และถอดทีละชิ้นจนเหลือปราการด่านสุดท้ายของท่านชาย แล้วก็โพสท่าจนหมดภูมิแล้ว เรา (ที่ไม่รู้อะไรเข้าสิง) เสนอไอเดียให้ถอดหมด ส่วนนายแบบก็กำลังตัดสินใจจะถอดอยู่นั่นเอง มโนสติ ที่ยังเหลืออีกนิดหน่อยก็ทัดทานไว้ได้ ทำให้ตัวเองและคนทั้งหาดรอดจากการเป็นตากุ้งยิงไปได้..........เฮ่อ

Saturday, June 09, 2007

นารีอุปถัมภ์

วันนี้ไปร้านยาที่เราแขวนป้ายที่บางเลน.......นานน้านจะไปซะที...แฮ่
ไปทีไรเจ้าของร้านชอบให้ของมาเรื่อยเลย เกรงใจมั่กๆ
พอดีว่าร้านนี้ขายเคมีเกษตรพวกปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์พืช (3 คูหา อีกครึ่งคูหาขายยา -_-')
คราวที่แล้วก็ให้ข้าวหอมมะลิมา 50 โล ยังกินไม่หมดเลย คราวนี้ก็ให้มาอีก 50 โล
แถมยังเลี้ยงข้าว ขนม และอื่นๆ อีก
กลับมาบ้านพ่อแม่ก็ว่าไปเอาของเค้ามาอีกแระ
เลยบอกว่ากินไม่ทันก็เก็บไว้ก่อน.....เผื่อมีคนมาขอลูกสาวแม่จะได้แถมข้าวสารไปด้วยซะเลย
จะว่าไปร้านที่แขวนป้ายเป็นร้านแรกก็ชอบเลี้ยงหนม
ส่วนร้านที่ไปทำงานก็เลี้ยงอาหารเหมือนกัน
ทุกร้านมีเจ้าของเป็นผู้หญิง.........................
แสดงว่าเรามีดวงนารีอุปถัมภ์นะเนี่ย
เห็นทีจะต้องยอมรับความปรารถนาดีกับสาวๆ ที่มาพัวพันซะบ้างแล้วแฮะเรา

เอ๊ะ หรือคิดในแง่กลับกัน เจ้าของร้านที่เป็นผู้ชายเค้าจะไม่เอาเรามั๊งเนี่ย
เพราะอันตรายกะความหนุ่ม ^_^

Sunday, June 03, 2007

บ้านนอกเข้ากรุงไปดู Rain

โอ้ละหนอ ไม่คิดว่าจะได้ไปดูคอนเสิร์ตระดับเอเชียกับเขาจริงๆ
ไม่ค่อยตื่นเต้นกันเท่าไหร่ ดูจากอ๋อยที่มารับถึงบ้านตั้งแต่บ่าย 2 โมงครึ่ง
คอนเสิร์ตเล่นที่อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี 2 ทุ่ม

แต่ก็ไปรถติดอยู่แถวแยกแครายนานมาก.....และก็ไปติดอยู่ในร้าน Zen กันอีก........อิ่ม
ไปเล่นเกมชิงรางวัลก็ได้แค่ขนมมาถุงเดียว (อย่างว่านะ โชคดีมีไม่บ่อย)
เข้าคิวรอประตูเปิดกันแบบคนไทย (มีคนแซงคิว แทรกแถว เต็มไปหมดจนแออัด)

ไม่อยากจะบอกเลยว่าไม่เคยฟังเพลงเรน (ทั้งที่มีแถมมากับโทรศัพท์) ไม่เคยดูคอนเสิร์ตเรน
เลยรู้สึกแปลกแยกกับผู้คนรอบข้าง ที่กรี๊ดสนั่น พร้อมกับร้องตาม

เอาเหอะ ดูหน้านักร้อง กับท่าเต้นส่ายตูด อย่างเดียวก็คุ้มตั๋วแระ
อ๋อยมีทำหน้าหื่นเป็นระยะ พร้อมทั้งหันมาบอกว่า เนี่ย...เรนถอดเสื้ออีกแล้ว (ที่จริงมันก็ถอดเกือบทุกเพลงแหละ)




ที่ประทับใจเห็นจะเป็นฉากเปิดที่ค่อนข้างอลังการ
แต่การ entertain คนดูนี่เราว่านักร้องไทยกินขาด
เอาเป็นว่างวดหน้ารอตั๋วฟรีป๋าเบิร์ดก็แล้วกันเนอะ

Thursday, May 31, 2007

Pirates of the Caribbean




วันนี้ได้หยุดวันวิสาขบูชา แทนที่จะไปวัด นางมารทั้งหลาย (พจ อ๋อย หมอปุ้ม) ก็ชวนกันไปดูหนังแทน
แต่เกือบจะไม่ได้ดูซะแล้ว เพราะพ่อปวดท้องมาก ต้องพาไป รพ. ก่อน

โชคดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก หมอสงสัยว่าจะเป็นนิ่ว หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ให้ยาแล้วมาดูอาการอีกทีวันอาทิตย์

ลูกกตัญญูอย่างเราเลยไปดูหนังต่อหน้าตาเฉย

แต่เหมือนกรรมสนอง.........คนดูหนังเยอะมาก ซื้อตั๋วได้ที่นั่งซะหน้าสุด

ต้องแหงนคอดูตลอด 3 ชั่วโมง........เมื่อยสุดๆ
นี่มาดกระแดะของพระเอกจอห์นนี่ เดปป์ ดึงดูดไว้นะเนี่ย ไม่งั้นหลับ
โอ๊ะ นึกขึ้นได้....ว่าดูหนังจบจะไปเล่นเกมชิงผ้าโพกหัวโจรสลัด
แหม่ หมู่นี้ดวงขึ้น มีชิงโชคอะไรก็เล่นหมดแหละ

Wednesday, May 30, 2007

10 Tag จากอ๋อย ถึง พจ III

1. หนุ่มที่ยี้มากที่สุด เห็นแล้วต้องหลีกให้ไกล
ผู้ชายเห็นแก่ตัว เอาเปรียบคนอื่น
2. ถ้าเปรียบหนุ่มที่ปลื้มเป็นดอกไม้จะเลือกเป็นดอกอะไรดี(ห้ามบอกว่าเป็นดอกไม้ริมทางที่เด็ดดมได้นะเฟร้ย)
ดอกมะลิ *
3. หากมีโอกาสได้เดทกะหนุ่มคนหนึ่ง อยากให้ใครมาขอเดท
พี่ติ๊กเจษฎาภรณ์
4. จะพากันไปเดทที่ไหน และทำไม
พากันไปเดทในที่ชุมนุมชน คนจะได้รู้ว่าชั้นมาเดทกะติ๊กนะเนี่ย (อิจฉามั๊ยๆ)
5. ถ้าจะไปดูหนังกะหนุ่มที่ขอเดทจะไปดูหนังแนวไหน
หนังแนวที่เราชอบ เพราะเผื่อพ่อหนุ่มเค้าทำหน้าเซ็ง (เพราะถูกหลอกมาเดท) ตูจะได้เอ็นจอยกะหนังแทนง่ะ
6. ชอบท่องเที่ยวแบบไหนมากที่สุด(ห้ามบอกว่าเที่ยวฟรี)
เที่ยวทะเล ดำน้ำ
7. อ่านหนังสือแนวไหนมากที่สุด
แฟนตาซี / โรแมนติก / ตลก
8. ถ้าเป็นนางเอกจะเป็นนางเอกเรื่องอะไร เพราะอะไร
โนริโกะจัง ในเรื่อง จอมคนแดนฝัน ก็พระเอกเก่งเป็นบ้าแต่รักเราคนเดียว.....ฮิ้ว
9. กลัวสัตว์อะไรมากที่สุด เพราะอะไรถึงกลัว
กลัว? ใช้คำว่าไม่ไว้ใจดีกว่า เห็นจะเป็นคน เพราะสุนทรภู่บอกว่า “แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด” แต่ที่กลัวมากที่สุดเห็นจะเป็น “กลัวใจตัวเอง” ง่ะ
10. บอกความเป็นตัวเองมา 3 ข้อ
1. ร่าเริง และมองโลกในแง่ดี
2. รักการท่องเที่ยว
3. ชอบวิตกกังวลและขี้ใจน้อย
*อยากรู้ทำไมให้ถามเป็นการส่วนตัว อิ อิ

Monday, May 28, 2007

ได้ตั๋วเรนมาแร้ว


วันนี้ถ่อเข้ากรุงกับอ๋อยตอนบ่าย เพื่อไปเอาตั๋วคอนเสิร์ตเรนกันล่ะ

ไปกันถึงสีลม (ไม่เคยคิดจะไปเลยนะเนี่ย) นี่ถ้าอ๋อยไม่ไปด้วยก็ยังไม่รู้เลยว่าจะหลอกใครไปด้วยดี

เพราะว่าถ้าพูดถึงกรุงเทพฯ ไปคนเดียวได้แค่อนุเสาวรีย์ชัยฯ เท่านั้นแหละ -_-'

เป็นคนที่ไปไหนในที่ไม่เคยไปคนเดียวไม่ได้ เพราะไม่มั่นจาย......... (แต่ก็ชอบไปเที่ยวนะ)

เอาเหอะ ได้ตั๋วมาแล้ว

วันเสาร์นี้จะไปแด๊นซ์กระจาย (จริงง่ะ) กับอ๋อย

เสียอยู่อย่างเดียวกว่าคอนเสิร์ตจะเริ่มตั้ง 2 ทุ่ม ไม่รู้จะได้กลับบ้านกี่โมง.......เลยเวลาเคอร์ฟิวของที่บ้านแล้วซะด้วย

ไปค้างบ้านพี่ติ๊กเจษฎาภรณ์ซะเลยดีมั๊ยน๊า คิก คิก

Sunday, May 27, 2007

10 tag จากอ๋อย ถึงพจ II

1. ถ้าให้เลือกทำอาชีพอื่นได้ 1 อาทิตย์ อยากทำอาชีพอะไร
พิธีกรรายการกินเที่ยว (ต่างประเทศ)
2. บ้านในฝัน ที่จะต้องมีให้ได้
ที่ต้องมีให้ได้ – อาคารพาณิชย์เป็นร้านขายยาชั้นล่าง
ที่ยังเป็นฝัน – บ้าน 2 ชั้นขนาด 200 ตารางวา มีเรือนกระจก และสระว่ายน้ำ
3.ถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวดาวดวงอื่นอยากไปดาวดวงไหน
ดาวอังคาร เพราะผู้ชายมาจากดาวอังคาร (จะได้ไปเจอผู้ชายเยอะๆ)
4.อยากไปไหนมากที่สุดตอนนี้
ไปเที่ยวไหนก็ได้กับเพื่อนๆ
5.อยากจับมือกับซุปเปอร์ฮีโร่คนไหนมากที่สุด
ซุนโงกุน
6.ถ้ามีโอกาสได้เล่นหนังฮอลีวู้ดอยากเล่นกับใครมากที่สุด
แบรตพิต
7.แล้วถ้าเป็นหนังไทยล่ะ อยากเล่นกะพระเอกคนไหน
แน่น้อน พี่ติ๊กเจษฎาภรณ์
8. หนังที่ชอบดูและไม่ชอบดู
ชอบดูหนังตลกและแฟนตาซี
ไม่ชอบดูหนังผี (กลัวอ่ะ แต่ถ้ามีหนุ่มไปให้ซบข้างๆ ก็ OK)
9.ถ้าต้องไปผจญภัยและสามารถพาเพื่อนไปได้หนึ่งคนจะพาใครไปและทำไม
ไม่พาอ๋อยไปแน่นอน เพราะกลัวภัยจากอ๋อย
ไปกับพี่รพินทร์ (ในเพชรพระอุมา) เพราะพ่อนี่เขาเก่งซู้ดยอด
10.ให้เลือกเพลงมาหนึ่งเพลงที่คิดว่าเข้ากับอารมณ์ได้ตอนนี้
ฉันนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง....แปลกใจเสียจริงปลาไม่กินเหยื่อ !!

Saturday, May 26, 2007

10 Tag จากอ๋อย ถึงพจ

1. ในชีวิตอยากทำอะไรมากที่สุดแล้วยังไม่ได้ทำ
อยากบวชพระให้พ่อกะแม่อ่ะ แต่คงไม่ได้ทำ ต้องรอชาติที่เป็นผู้ชาย (หล่อแบบอั้มอธิชาติ) ก่อน
2. ถ้าต้องแต่งงานจะแต่งตอนอายุเท่าไร
ก็ว่าจะแต่งตอนอายุ 26 แต่มันไม่มีใครมาขอ (จนถึงป่านนี้)
3.ถ้าต้องเป็นโสดไปตลอดวางแผนชีวิตไว้ยังไง
ไม่ต้องใช้คำว่าถ้าก็ได้ ก็ว่าจะเป็นงั้นอยู่แล้ว แผนชีวิตระยะสั้นคือเที่ยว ระยะยาวคือเก็บเงินเที่ยว
4.ถ้าได้เป็นนางงามจะตอบคำถามรอบสุดท้ายที่คิดว่าได้ตำแหน่งแน่ๆว่าอะไร
เดี๊ยนรู้สึกดีใจ ภูมิใจกับความสำเร็จครั้งนี้มากนะฮ้า ขอบคุณกรรมการตาต่ำทุกคนที่กรุณา และแฟนๆ ไร้สมองทุกท่านที่ช่วย SMS โหวตให้ฮ่ะ อะฮึก กระซิก กระซิก (เอาขาหน้าปิดจมูกร้องไห้อย่างปลาบปลื้ม)
5.สเป๊กของปู้ชายที่จะเลือกมาเป็นคู่ชีวิต
ทาง physical ตอบไปแร้วกับ 5 tag ทาง psychological ก็คือเป็น supporter (ไม่ใช่กระจับนะ) หมายฟายว่าเป็นที่พึ่งพายามที่เรามีปัญหา ให้คำแนะนำ (ไม่ต้องลงมือช่วยก็ได้) และข้อสำคัญไม่ว่าจะยามสุขยามทุกข์จะ รักและอยู่เคียงข้าง เรา (ไปฟังเพลงฉันจะรักษามันอย่างดีของบอย โกสิยพงษ์จะได้อารมณ์ประมาณนั้นอ่ะ)
6.ถ้าได้ตั๋วฟรีไปเที่ยวต่างประเทศจะเลือกไปไหนและทำไม
ไปเกาะกัลลาปากอส ประเทศอะไรก็ไม่รู้ ไปเจอเพื่อนเก่าอ่ะ
7.ความฝันตอนเด็กๆฝันว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร
โตขึ้นอยากเป็นลูกคนเดียว (ตอนนี้เป็นแล้ว) 555 บอกความจริงให้ก็ได้ว่าเราไม่เคยฝันว่าอยากเป็นอะไรเลย เป็นเด็กที่ไม่มีวิสัยทัศน์ เพราะมีความสุขอยู่แล้ว เวลาทำการบ้านเรื่องนี้แม่ก็จะคิดให้ซะมากกว่า
8.ถ้าให้เลือกเป็นอย่างอื่นนอกจากคนจะเป็นไรดี
เป็นหมาโกลเด้นบ้านพี่ติ๊กเจษฎาภรณ์ (โดนกอดทั้งวัน)
9.ของเน่าประจำตัวบอกมาซะดีๆว่าเป็นอะไร
หัวจาย
10.สถานการณ์ไหนที่รู้สึกลำบากใจมากที่สุด
ให้ทายอ่ะ
ก. เวลาเพื่อนทะเลาะกันแล้วต้องเป็นคนกลางอ่ะ
ข. เวลามีคนมาขอแล้วจะตอบตกลงดีมั๊ย
ค. เวลาที่บอกจะเลี้ยงเพื่อนแล้วลืมเอากระเป๋าตังไป
ง. ถูกทุกข้อ
จ. ผิดทุกข้อ (แปลว่าไม่มีเลย)